ไม่ต้องพูดถึงการเรียนแบบท่องจำตามวัฒนธรรมบ้านเรา ทราบว่าเราๆท่านๆคงรู้กันอยู่ ถึงได้มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จแล้วหันกลับมาด่าการศึกษาไทยว่า ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้สักเท่าไหร่ สุดท้ายสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จกลับเป็บความสนใจนอกตำรา ผมก็ว่างั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก
เมื่อครั้งที่ผมเริ่มสนุกกับงานวิจัย เริ่มจากติดสอยห้อยตามอาจารย์รุ่นพี่ที่เอาประสบการณ์การทำงานมาเผยแพร่ให้ได้ทดลอง มันสนุกจริงๆ แต่ก็ทำให้ได้พบอุปสรรคด้านทักษะของตัวเองจนได้ หลักๆ คือการอ่าน และ เขียน
อ่านบทความคนอื่น แล้วจับเนื้อหาใจความที่เป็นสาระ - อ่ะ ไม่ง่ายแฮะ เรียนหนังสือ อย่างน้อยชื่อหนังสือก็ตรงกับเรื่องที่เรียน แต่ถ้าจะต้องค้นคว้าเอง บางทีก็ค้นไปเจอบทความแบบขีดเขียน เขียนไปงั้น อ่านแล้วหลงเชื่อไปก็เสร็จกัน กว่าจะได้อ่าน ยังต้องเลือกอ่านอีก อ่านแล้วก็อาจจะตรง หรือไม่ตรงกับเรื่องที่สนใจอีก
เขียน - โอ้แม่เจ้า ท่านอาจจะไม่มีปัญหาอย่างผม แต่ผมมีปัญหากับการเขียนเอามากๆ พอได้เขียนจริงถึงได้รู้ว่า เขียนให้อ่านรู้เรื่องนั้น ยากแค่ไหน เขียนให้ถูกหลักไวยกรณ์ก็เรื่องหนึ่ง เขียนให้อ่านง่ายก็เรื่องหนึ่ง พอได้ฝึกไปสักพักก็เริ่มสนุก แล้วก็เริ่มสนใจที่จะเขียนให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับต้องไปคว้าหนังสือ Basic English มาอ่านทวน tense ทั้งหลาย และ การใช้ article a-an-the ใหม่ นอกจากเขียนถูกต้อง ก็พยายามเขียนให้อ่านแล้วเข้าใจขึ่นด้วย
เรื่องพื้นฐานธรรมดาของการศึกษา สุ จิ ปุ ลิ ที่พร่ำสอนกันมาสมัยเด็กๆ รับมาเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ถึงเวลาหนี่งก็ได้เข้าใจ การเขียนเป็นการเรียบเรียงข้อมูลในสมองให้อยู่ในรูปที่สื่อสารได้ จากที่อ่านมาวุ่นๆ พอจะต้องเขียนออกมา ก็ต้องจัดเรียงเสียก่อน
เมื่อเห็นข้อดีดังนั้น ผมจึงได้พยายามนำมาให้นักศึกษาในชั้นเรียนผมฝึกเขียนกันบ้าง ค้นคว้า และ เขียน ทำรายงานส่งในวิชาเรียน ก็เรื่องธรรมดา หลังจากการทดลองนั้นผมได้ feedback ที่น่าสนใจ คือ
1. Internet มี ก็ต้องใช้ประโยชน์สิอาจารย์ หาข้อมูลเดี๋ยวนี้เค้าไม่ต้องใช้หนังสือกันแล้ว
2. เรียน computer science ไม่เห็นจะต้องเขียนรายงานให้ถูกต้องตาม format เลย(เข้าท่ามะ)
มาเรียนต่อที่นี่ ยิ่งให้ความสำคัญกับการอ่าน และ การเขียนหนักเข้าไปใหญ่ วิชาเรียนที่หลายคนบอกน่าเบื่อ ผมกลับชอบเอาซะมากๆ IT Research Preparation และ IT Research Methodology เน้นคุณภาพของการอ่าน และ ความถูกต้องของการเขียน วงเล็บต้องมีแบบนี้ citation ต้องแบบนั้น เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม แต่อาจเก่าสำหรับท่านๆที่เรียนสาขาอื่นแล้วต้องใช้ความรู้ด้านภาษาอย่างหนักหนวง
สุดท้าย การพัฒนาอันล้ำเลิศ ก็ต้องการการสื่อสารที่ให้บุคคลอื่นเข้าใจได้อยู่ดี ไม่ทางคำพูดบอกกล่าว ทางการเขียนนี่แหล่ะ
ป.ล. เขียน blog นี้ คงมีที่ผิดเหมือนกันอ่ะนะ หั่วะๆๆๆ