วันพุธที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
อ้วนจริงหรือ?
คุณเคยคิดไหมคะว่า ผู้หญิงไทยสมัยนี้ดูโง่ๆลง หรือปัญญาอ่อนมากขึ้น? จิ๊บคนนึงแหละที่คิด (อ่าว ได้ข่าวจิ๊บก็เปนผู้หญิงไทย - -') คงเพราะว่าคนส่วนใหญ่ขาดสารอาหาร ที่ขาดสารอาหารไม่ใช่เพราะจน ไม่มีเงินซื้อข้าว แต่เพราะกลัวอ้วนเลยไม่ทานข้าว และคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทานวิตามินเสริม (ที่ไทยของพวกนี้มันราคาค่อนข้างสูงด้วยล่ะมั้ง)
ไอ่ค่านิยมในสังคมไทยนี่มันก็ตลกดี ผู้ชายที่จิ๊บรู้จักส่วนใหญ่ชอบมองผู้หญิงผอมๆ แต่กลับอยากได้ผู้หญิงที่มีเนื้อมีหนังมาเป็นแฟน ... อ่าว แล้วถ้าฉันอวบแต่แรก ก็ไม่มีแฟนสิ ... แต่ถ้าฉันผอม พอมีแฟน แฟนบอกให้ทานให้อ้วน พออ้วน เค้าก็ไปมองคนอื่นสิ ... ตกลงกูต้องทำไงล่ะเนี่ย? แต่จริงๆสรุปเลยคือ ผอมไว้ดีกว่า (เพราะถ้าแฟนมันไม่ชอบ ยังงัยซะก็มีคนอื่นมามองเราอยู่ดี)
standard ความผอมของคนไทย มันคือผอมมากซะด้วยสิ จิ๊บเคยเจอคนในพันทิพมาถามว่า สูง 165 เซนควรหนักเท่าไหร่? คนที่มาตอบแต่ละคน ตอบว่า 40 มั่ง 42 มั่ง 45 มั่ง คือ อยู่ใน range 40-45 กิโลกรัม ซึ่งในความจริงแล้ว ถ้าคุณหนัก 40-45 จริง คุณป่วยแล้วล่ะค่ะ
น้ำหนักที่พอดีคือเท่าไหร่?
สูตรที่ง่ายที่สุดเลยคือ
ผู้หญิง: น้ำหนัก(kg) = ส่วนสูง(cm) - 110
ผู้ชาย : น้ำหนัก(kg) = ส่วนสูง(cm) - 100
ผู้หญิงสูง 165 เซนควรหนัก 55 กิโล ถึงผอมยังงัย ก็ไม่ควรต่ำกว่า 50 เพราะแบบนั้นถือว่าร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว ...
ถ้าคุณจะเถียงว่าเค้าอาจจะยังแข็งแรงอยู่ แต่ตัวเบาเพราะออกกำลังกาย ขอบอกตรงนี้เลยว่า นั่นไม่เป็นความจริงเลยซักนิด เพราะว่าความจริงแล้ว กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันค่ะ ถ้าเค้าออกกำลังกายและแข็งแรงจริง เค้าไม่ควรจะน้ำหนักน้อยขนาดนั้น ถึงตัวจะดูผอมก็เถอะ
การหาที่น้ำหนักที่พอดี (และ standard กว่าวิธีข้างต้นมาก) คือการหาค่า BMI (Body Mass Index) ค่ะ วิธีนี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายใช้สูตรเดียวกัน
BMI = น้ำหนัก(kg)/ส่วนสูง(m)^2
(หรือง่ายๆ ไปใส่น้ำหนักส่วนสูงในเวปนี้ได้เลย http://www.nhlbisupport.com/bmi/bmi-m.htm )
ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นค่า BMI หลังจากนั้นให้นำค่านั้นมาเทียบดูว่า แท้จริงแล้ว เราผอมไปหรืออ้วนไปหรือกำลังดีค่ะ
underweight: BMI < 18.5
normal weight: BMI = 18.5-24.9
overweight: BMI = 25-29.9
obesity: BMI > 30
ถ้าผู้หญิงสูง 165 แต่หนักแค่ 45 แสดงว่าเธอผอมเกินไปค่ะ เพราะเวลาคำนวนดูแล้ว ค่า BMI ของเธอมีอยู่แค่ 16.5 เท่านั้นเองค่ะ
ค่านิยมที่ชอบผู้หญิงผอมมากๆนี้น่ากลัวมากนะคะ มีคนหลายคนต้องมีจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดายด้วยการลดความอ้วนแบบผิดๆ ไม่ว่าจะเป็น
1. การทานยา - เคยเจอคนหนัก 42 ไปหาหมอลดความอ้วนเพราะต้องการหนัก 40 ... เธอไม่ตาย แต่ว่าดูเอ๋อๆไปเป็นระยะๆ
2. เป็นโรค anorexia - พวกที่เป็นโรคนี้คือพวกที่จิตใจผิดปกติ ไม่ยอมทานอะไรเลย และออกกำลังกายอย่างเอาเป็นเอาตาย โรคนี้อาจจะดูธรรมดาๆสำหรับหลายๆคน แต่แท้จริงแล้วไม่ธรรมดาเลย เคยมีน้องที่จิ๊บรู้จักคนนึง ถูกส่งโรงพยาบาล(ที่แคนาดา) เพราะเป็นโรคนี้ และหลังจากนั้น น้องเค้าก็เรียนไม่จบ และโดนส่งกลับไปบำบัดต่อที่เมืองไทยค่ะ
3. เป็น bulimia - พวกนี้ก็มีอาการผิดปรกติเช่นกัน คือ กลัวอ้วนแต่หยุดทานไม่ได้ ก็จะยัดเข้าไปเยอะๆ แล้วไปอาเจียนออก ในระยะยาว จะทำให้ระบบภายในร่างกายผิดปรกติ น้ำย่อยในกระเพาะที่โดนอาเจียนกัดหลอดอาหาร ฟันก็จะผุเพราะโดนน้ำย่อยกัด และในรายที่โชคร้ายมากๆ อาจทำให้เลือดออกในปอดได้เลย อันตรายถึงชีวิตนะคะ
ตอนนี้ในหลายๆประเทศทั่วโลก เห็นความสำคัญในการมีสุขภาพที่ดี บางประเทศถึงขนาดออกเป็นกฏหมายว่า ถ้านางแบบไม่ได้มีค่า BMI ที่อยู่ในระดับปรกติแล้วล่ะก็ จะไม่ให้ขึ้นเวทีเดินแบบเลยทีเดียว (ล่าสุดมีนางแบบบราซิล 2 คน เพิ่งเสียชีวิตไปเพราะการลดน้ำหนัก วงการแฟชั่นในหลายๆประเทศเลยตื่นตัวขึ้นมา)
ถ้าคุณเองกำลังลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตาย (ทั้งๆที่ยังใส่กระโปรง size 2) อยู่ล่ะก็ ลองกลับมาคิดซักนิดเถอะค่ะ ว่าความสวย(ที่คุณคิดเอาเอง)นั้น มันคุ้มไหมกับการที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง
หรือถ้าคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็น พี่สาว น้องสาว แฟน (หรือว่าน้องแฟน ฮาๆ) กำลังมีอาการอะไรที่เป็นโรคกลัวอ้วนทั้งๆที่ไม่ได้อ้วนอยู่ล่ะก็ ให้ช่วยกันเตือนพวกเธอด้วยเถอะค่ะ
วันอังคารที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
คุมแล้วยังจะท้องไม๊หมอ
มีผู้หญิงคนหนึ่งมาพบผมเนื่องจากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เธอกังวลว่าจะตั้งครรภ์แต่ไม่ทราบว่าตั้งครรภ์หรือไม่เนื่องจากไม่มีประจำเดือนจากการฉีดยาคุมกำเนิด ขณะที่ผมกำลังซักประวัติอื่นๆและคุยเรื่องการตรวจ เธอก็ถามว่าทำไมถึงท้องและจะเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างไร.....
วัยรุ่นโพสท์ถามในอินเตอร์เนทเรื่องการคุมกำเนิดว่าการคุมกำเนิดแบบนี้ดีไหม มีโอกาสท้องกี่เปอร์เซนต์....
ในปัจจุบันเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น หญิงชายมีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ยังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่ก็เพิ่มมากขึ้น
แม้ว่าบางคนจะอ้างว่าเรื่องพวกนี้เป็นกระแสตะวันตก(ทั้งที่ตะวันตกเค้าซีเรียสเรื่องนี้พอๆกับบ้านเรา) แต่เรากลับรู้เรื่องการคุมกำเนิดน้อยกว่าทางตะวันตกมาก อาจจะด้วยขนบธรรมเนียมหรือความไม่ใส่ใจ และเมื่อรู้น้อยกว่าก็นำมาซึ่งความเข้าใจที่น้อยกว่า
ดังนั้นจึงขอใช้โอกาสนี้แนะนำเรื่องการคุมกำเนิดที่มีในปัจจุบันครับ
การคุมกำเนิด มีหลายรูปแบบหลายชนิดให้เลือกใช้กัน ตั้งแต่มีและไม่มีอุปกรณ์เสริม
1. หน้า7หลัง7 (Calender)
เป็นวิธีที่พูดถึงมากที่สุด นั่นคือการสังเกตจากประจำเดือนว่ามาเมื่อใด และใช้หลักการว่าช่วงที่ตั้งครรภ์ได้คือตอนที่ไข่ตก ไข่จะตกในช่วงกลางระหว่างประจำเดือน2ครั้ง และอสุจิเมื่อเข้าไปแล้วอาจจะมีบางตัวอึดพอที่จะมีชีวิตได้ถึง1สัปดาห์ ดังนั้นจึงมีช่วงที่แน่ใจได้อยู่คือ ก่อนประจำเดือนมา7วันและหลังประจำเดือนมา7วัน
ฟังแล้วคงจะงง แต่บอกไว้เลยครับว่าไม่ควรใช้วิธีนี้ เพราะว่าโดยทั่วไปวิธีนี้ใช้ยากและมีโอกาสผิดพลาดทั้งจากธรรมชาติของร่างกายเองและจากความเข้าใจผิด ว่ากันว่าวิธีนี้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ถึง25-50% (ครึ่งนึง!)
วันหลังเราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ
2. หลั่งข้างนอก
ใครดูหนังญี่ปุ่น จะรู้จักดี (ผู้หญิงผู้หญิงไม่เข้าใจเหรอครับ .... ไม่เป็นไร) ... เป็นการร่วมเพศแล้วเมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอด ฝ่ายชายก็ดึงอวัยวะเพศออกมาและหลั่งข้างนอก โดยถือหลักว่าหากน้ำเชื้อมาหลั่งข้างนอกแล้วก็จะไม่เข้าไปผสมกับไข่จนตั้งครรภ์
แต่วิธีนี้ก็มีโอกาสผิดพลาดได้เช่นเดียวกับวิธีแรก โดยประมาณว่าผู้ที่ใช้วิธีนี้มีโอกาสตั้งครรภ์25-50% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้คุมกำเนิด
ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในช่วงที่อวัยวะเพศชายแข็งตัว แม้จะยังไม่ถึงจุดสุดยอดก็จะมีการหลั่งน้ำเชื้ออสุจิออกมาบางส่วน ซึ่งก็มากเพียงพอที่จะทำให้ตั้งครรภ์ได้...... และอีกอย่างหนึ่ง ผู้ชายบางคนอาจจะปล่อยเลยตามเลยไม่ยอมดึงออกตอนหลั่ง
3. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
แต่เดิมเป็นยาที่ทำขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในผู้ที่ถูกข่มขืน ไปๆมาๆกลายเป็นยาที่เอาไปขายในร้านสะดวกซื้อให้หยิบเอาตามใจชอบซะงั้น
กลไกของมันคือการไปทำให้ซีเลีย(ขน)ในท่อนำไข่หยุดการพัดโบก และไปทำให้สภาพในมดลูกไม่เหมาะสมต่อการปฏิสนธิ ดังนั้นไข่ก็จะหยุดอยู่ตรงที่ท่อนำไข่ และอสุจิก็ต้องพยายามมากขึ้นเพื่อจะไปให้ถึงไข่
จริงๆแล้วผลการคุมกำเนิดของยาคุมกำเนิดชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงใกล้เคียงการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (99.8%) แต่ในทางปฏิบัติ ผลในการคุมกำเนิดนั้นต่ำกว่านั้นมาก เพราะว่าการใช้ผิดวิธี (วิธีที่ถูกเขียนอยู่ข้างกล่อง.... แต่เนื่องจากผมไม่ชอบวิธีนี้ จึงไม่บอกที่นี่แล้วกัน ไว้ใครซื้อก็อ่านข้างกล่องเอง)
ข้อเสียของการคุมกำเนิดแบบนี้คือ คลื่นไส้อาเจียนได้มากหลังกินยา และหากตั้งครรภ์ขึ้นมาหลังจากใช้ยานี้ไม่ว่าจะใช้ถูกวิธีหรือผิดวิธี จะมีความเสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูกได้มาก เนื่องจากการที่ไข่ตกค้างอยู่ภายในท่อรังไข่
ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ควรใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
4. ยาคุมกำเนิดเม็ด
ยาคุมกำเนิดมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะฮอร์โมนและวัตถุประสงค์เสริม
ข้อดีคือใช้ง่าย ไม่เจ็บตัว และหาซื้อได้ทั่วไป .... ใครมาเจอก็อ้างได้ว่ากินแก้สิว ไม่น่าเกลียดสำหรับผู้หญิง
แต่ข้อเสียคือ ในบางคนใช้แล้วสิวเพิ่มขึ้น อาจจะเกิดเลือดออกผิดปกติ และส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ (กรณีใช้ตั้งแต่อายุน้อย)
ถ้าใช้ถูกวิธีตามทฤษฎีนั้นมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก ประสิทธิภาพสูง 99.5-99.9% แต่ว่าวิธีที่ถูกต้องในการใช้ยาคุมนั้นทำตามได้ลำบาก เช่นต้องกินตรงเวลาทุกวัน ถ้าหากขาดยาไปก็ลดประสิทธิภาพลงไปมาก และหากขาดยาติดกันเกินสองเม็ดก็จะขาดประสิทธิภาพลงมากๆจนไม่ต่างจากการไม่ได้คุมกำเนิด นอกจากนี้ยายังถูกรบกวนได้จากการกินยาหรืออาหารบางชนิด....
แต่ก็ดีกว่าวิธีอื่น3วิธีแรกที่กล่าวมาครับ
5. ยาคุมแบบแปะ
ข้อดีของการใช้ตัวนี้คือ ประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ายากิน และใช้ง่ายกว่ายากินมาก เพราะว่าไม่ต้องกลัวลืม...
แต่ในประสิทธิภาพที่สูงนั้นมีข้อแม้ว่าต้องใช้ให้ถูกวิธี หรือต้องแปะให้ถูกวิธีและถูกตำแหน่ง.... หากแปะผิดแล้วล่ะก็ ก็มีโอกาสท้องได้
6. ยาคุมฉีด
ข้อดีคือประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องกลัวลืมกินยา
แต่ข้อด้อยของมันก็คือผลข้างเคียงที่ทำให้ไม่มีประจำเดือน(บางคนไม่ชอบเวลาประจำเดือนหายไป) หรือมีเลือดออกกระปริบกระปรอย และหากเปลี่ยนใจต้องการจะมีบุตร... ในบางคนแม้จะหยุดฉีดแล้ว ยายังคงผลต่อไปได้ถึง2ปี (แค่บางคนนะ...)
ยาคุมกำเนิดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะชนิดใดให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกันหากใช้ถูกวิธีนั่นคือประมาณ99.7-99.9%
7. ถุงยางอนามัย
เป็นวิธีที่เข้าถึงง่าย เพียงแต่เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อก็สามารถหาซื้อได้ วิธีใช้นั้นก็ง่ายมาก ....
ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยมาตรฐานที่ใช้อย่างถูกวิธี อยู่ที่97% ....
แต่ในทางปฏิบัติพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยมีประสิทธิภาพจริงเพียง 86% .....
ผลในการคุมกำเนิดอาจจะไม่สู้ยาคุมกำเนิด เนื่องจากปัจจัยในเรื่องการใช้อย่างถูกวิธี และอาจจะมีการรั่วไหลของอสุจิทางใดทางหนึ่ง แต่ข้อดีของตัวนี้ที่เหนือวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นๆคือสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
วิธีที่กล่าวมาข้างต้น เป็ฯวิธีที่ผู้อ่านMTHAI ทุกคน เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องพบแพทย์ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล(ยกเว้นแบบฉีด)
ในวิธีที่กล่าวๆมา แยกความเหมาะสมได้
หากเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีบุตรแล้ว อาจจะใช้แบบฉีด (และแบบผ่าตัด ใส่ห่วง หรือฝังยาคุม ซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึง)
หากแต่งงานแล้วแต่ยังไม่ค่อยพร้อมมีบุตร อาจจะใช้แบบใดก็ได้ที่กล่าวมาขึ้นอยู่กับความซีเรียส เช่นถ้ามีหรือไม่ก็ได้ ก็อาจจะนับวันร่วมกับหลั่งข้างนอก ถ้าซีเรียสมากหน่อยก็ใช้วิธีกินยาคุมหรือถุงยางอนามัย
หากเป็นวัยรุ่นยังไม่ได้แต่งงานวิธีที่เหมาะที่สุดก็คือถุงยางอนามัย เพราะวิธีอื่นๆมีข้อเสียจนอาจจะไม่คุ้มกับการใช้ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีเดียวที่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าไม่ว่าใช้วิธีใดก็ตาม ก็สามารถท้องได้ทั้งนั้น...
บางคนอาจจะถามว่าแล้ววิธีอื่นที่ผมไม่ได้กล่าวล่ะ....
ทำหมันชาย... ใช้เครื่องมือเข้าไปทำลายท่อน้ำเชื้อหรือผูกท่อน้ำเชื้อ ประสิทธิภาพ99.9% อีก0.01%ยังท้องได้ หากบังเอิญร่างกายซ่อมแซมท่อน้ำเชื้อสำเร็จหรือสร้างทางเดินใหม่ได้
ทำหมันหญิง... ผ่าเจาะที่หน้าท้องเข้าไป แล้วตัดผูกท่อนำไข่ของผู้หญิง ประสิทธิภาพ 99.5% อีก0.05%ยังท้องได้ หากร่างกายซ่อมแซมท่อรังไข่สำเร็จ
จะสังเกตว่าทำหมันหญิงเสี่ยงกว่า ทำยากกว่า และที่จริงผลข้างเคียงในอนาคตมากกว่าหมันชาย รวมทั้งการแก้ไขก็ยากกว่า .... แต่ประสิทธิภาพก็ยังต่ำกว่าหมันชาย (แถมการทำหมันหญิงยังมีโอกาสการตั้งครรภ์มากกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดซะอีก)
ฝังยาคุม ประสิทธิภาพสูง99.8-99.9%
ใส่ห่วงอนามัย ประสิทธิภาพคุมกำเนิดก็ประมาณ 97-99%
จะเห็นว่าไม่มีวิธีใดเลยที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้100%!!!!!
บางคนอาจจะยังแปลกใจว่าจริงหรือที่การคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีจะป้องกันไม่ได้100%
เป็นความจริงครับ เพราะการคุมกำเนิดไม่ว่าจะด้วยสารเคมีหรืออุปกรณ์ ออกแบบมาเพื่อให้การคุมกำเนิดได้ผลสำหรับ"คนส่วนใหญ่"โดยที่ไม่ทำให้เพศสัมพันธ์หรือสุขภาพได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงมีคนบางกลุ่มที่เป็น"คนส่วนน้อย"ที่การคุมกำเนิดเหล่านี้อาจจะใช้ไม่ได้ผล
แต่ความจริงที่ว่านี้อาจจะไม่ค่อยได้ถูกพูดถึงในอดีต เพราะว่าการคุมกำเนิดนั้นแรกเริ่มมีเพื่อการควบคุมประชากร(ถ้าอันตรายคนก็จะไม่เต็มใจมาทำ) และหากบอกความจริงไปทั้งหมดว่าการคุมกำเนิดใช้ได้ผลไม่100% คนจำนวนมากก็เลือกที่จะไม่คุมกำเนิด (ยุ่งยากกว่า แต่ได้ผลไม่เต็ม100% จะทำไปทำไม)
ที่จริงปัจจุบันก็มีปัญหานี้ครับ บางคนบอกว่าถ้าใช้ถุงยางอนามัยถูกวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง86% ถ้าทำอะไรเลยอาจจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้30% ... คำตอบที่ได้รับคือ ในเมื่อป้องกันไม่ได้100% งั้นจะใช้ทำไม "ไม่เห็นต่างกันเลย" -_-'''''''' ........ เชื่อเถอะครับในหลายๆเรื่อง คนเรารับรู้แค่ 100% กับ 0%
แล้ววิธีใดล่ะ จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้
วิธีเดียวที่ป้องกันได้100% คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้กันดีตั้งแต่อดีตจนถึงกับมีคำว่า "คุมกำเนิดต้องคุมกำหนัด"
จากที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าไม่มีวิธีใดเลยที่มีเพศสัมพันธ์และป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100%ไปพร้อมๆกัน... หลายๆแห่งมีคำแนะนำสำหรับวัยรุ่นไว้เลยว่าหากคิดจะมีเพศสัมพันธ์แล้วควรใช้หลายวิธีและต้องเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ไว้เสมอ
ส่วนสำหรับวัยรุ่นซึ่งน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ที่อ่านMthaiนี้ ผมคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือใช้การคุมกำเนิดหลายๆวิธี เช่น ใช้ยาคุมกำเนิด(ถ้าอายุเหมาะสม) ใช้ถุงยาง ร่วมกับการนับระยะวันที่ปลอดภัยไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคติดต่อและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ไปได้พร้อมๆกัน
ในทางการแพทย์ เวลาอธิบายเรื่องการคุมกำเนิด เราอาจจะบอกได้ว่า คุมวิธีนี้สักพันคน 1ปีผ่านไปก็อาจจะท้องสักคน .... แต่ในชีวิตจริง การตั้งครรภ์นั้นนับเป็น 0 กับ 1 มีแต่ท้องกับไม่ท้อง
ดังนั้นที่ต้องจำไว้เสมอก็คือไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรดีแค่ไหนก็สามารถตั้งครรภ์ได้เสมอ หากคิดจะมีเพศสัมพันธ์ก็ต้องคิดถึงสิ่งที่จะตามมาด้วยครับ
ปล. อธิบายภาพประกอบ คือหากใช้วิธีคุมกำเนิดตามแบบต่างๆแล้ว "ตามทฤษฎี"คือการใช้วิธีอย่างถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน ..... "ในทางปฏิบัติ"คือในชีวิตจริง ที่แม้จะตั้งใจเต็มที่และคิดว่าถูกต้องแล้ว แต่มีปัจจัยเล็กๆน้อยๆที่เข้ามากระทบและทำให้ผลออกมาแย่กว่าในทางทฤษฎี
ที่มา http://webboard.mthai.com/7/2007-01-04/293685.html
ใช้ถุงยางอย่างไรถึงได้ท้อง
หลังจากที่ได้คุยเรื่องการคุมกำเนิดไปแล้วลองหันมาดูเรื่องวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับการสนับสนุนอย่างหนึ่งนั่นคือการใช้ถุงยางอนามัย ก็ได้เห็นสิ่งหนึ่งคือ ในกล่องถุงยางอนามัยหลายยี่ห้อ มีข้อความเขียนบอกวิธีการใช้ถุงยางและข้อความบอกว่าการใช้ถุงยางอนามัยไม่ได้ป้องกันโรคเอดส์ได้100%และไม่ได้คุมกำเนิดได้100%
เป็นความจริงครับที่ไม่มีอะไร100%ในโลกนี้ รวมทั้งเรื่องถุงยางอนามัย เพียงแต่ไม่ค่อยมีการพูดอย่างแพร่หลายนักเพราะว่าการไปบอกว่าป้องกันไม่ได้100% จะไปทำให้คนบางกลุ่มใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ใช้ถุงยาง .... (อย่างเช่น"สมมติ"บอกว่าถ้าใช้มีโอกาสติดโรค0.0001%ถ้าไม่ใช้ติด50% บางคนเค้าก็บอกว่าไม่แตกต่างกัน)
สิ่งหนึ่งที่บริษัททำถุงยางทำอยู่ก็คือควบคุมให้โอกาสที่ถุงยางจะผิดพลาดน้อยลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้.... ซึ่งในปัจจุบันผมเชื่อว่าถุงยางส่วนใหญ่ที่ขายในไทยเป็นถุงยางที่ได้มาตรฐานที่รับได้... แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของการใช้ถุงยางในปัจจุบันคือการใช้ไม่ถูกวิธี ทำให้ประสิทธิภาพของถุงยางแย่กว่าที่
ควรจะเป็นอย่างมาก
ดังนั้นวันนี้ใครก็ตามที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีปิ่นโต มีแฟน ชอบแมวลาหรือวัว สมควรอ่านเรื่องนี้ เพื่อจะได้รู้ว่าการใช้ถุงยางแบบใด เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสี่ยงต่อการทำให้ท้อง
มารู้จักถุงยางก่อน
ถุงยางส่วนใหญ่ทำจากน้ำยางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร ปกติจะอยู่ในซองหีบห่อโดยมีน้ำหล่อลื่นเล็กน้อย(Lubricate) ในไทยมี2ขนาดคือ 49มม.และ52มม. บางยี่ห้อจะมีหลายรูปแบบการใช้งานเช่น บางพิเศษ ใส่ยาชา(ที่บอกว่าทำให้ทนหรือยาแรดทั้งหลายก็ยาชานี่แหละ) ใส่สารฆ่าเชื้อสุจิ ผิวขรุขระ ... และแบบของที่ผลิตจากนอกที่มีทั้งทำเป็นรูปร่างต่างๆมีขนมีตุ่มส่องแสงได้ หรือมาในpackageแบบที่ใสมองเห็นตัวถุงยาง
..... ปูพื้นฐานเรื่องถุงยางแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเลยครับกับวิธีการ"ใช้ถุงยางให้มีโอกาสท้องกว่าปกติ"
-ขาดForeplay-
ประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศที่ผู้ชายมีการforeplayสั้นที่สุดประเทศหนึ่ง .... ปกติแล้วการเล้าโลมจะทำให้มีน้ำหล่อลื่นของผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งน้ำส่วนนี้จะช่วยหล่อลื่นช่องทางให้สะดวก.... หากไม่มีการforeplay พอปฏิบัติกิจมีการนำถุงยางมาใช้ ก็ลองนึกสภาพเอาเองสิครับว่าถ้าเราเอายางไปถูกับพื้นที่แห้งๆจะเป็นอย่างไร
มีหลายกรณีที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็ครั้งแรก หรือบางครั้งผู้ชายรีบร้อนจนกระทั่งขาดช่วงนี้ไป เมื่อกำลังปฏิบัติกิจอยู่ก็เกิดอาการถุงยางแตก .... เสียอารมณ์หรือไม่ก็กระเจิงกัน(ในกรณีไปเที่ยว)
ดังนั้นforeplayสักนิดครับ เพื่อความปลอดภัยและเพื่ออารมณ์ของทั้งสองฝ่าย
-ทาน้ำมัน-
ถ้าใครเคยแกะถุงยางมาดูจะเห็นว่ามีการใส่สารหล่อลื่นเอาไว้ข้างใน สารหล่อลื่นนี้จริงๆใส่ไว้เพื่อให้ถุงยางในห่อไม่เสียดสีจนเสื่อมคุณภาพแต่ปริมาณเล็กน้อยเกินกว่าจะไปช่วยหล่อลื่นเวลาปฏิบัติกิจได้... ดังนั้นทางแก้สำหรับบางคนก็คือหาอะไรมาทาทำให้เกิดการหล่อลื่นเพื่อที่จะได้ทำได้อย่างสะดวก
ทีนี้จะใช้อะไรล่ะ...
หลายคนบอกว่าถ้าไปซื้อผลิตภัณฑ์เฉพาะก็มีราคาแพง (ซึ่งจริงๆแพงกว่าราคาถุงยางนิดหน่อย) ก็เลยมีการใช้สิ่งทดแทนต่างๆเช่นสบู่ น้ำมัน น้ำเปล่า โลชั่น ฯลฯมาหล่อลื่น
ถ้าย้อนกลับไปดูเรื่องถุงยางคงจำได้ว่าถุงยางทำมาจากน้ำยางธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติของยางก็คือสามารถละลายในตัวทำละลายไขมัน ซึ่งก็คือถุงยางจะเสียหน้าที่ไปถ้าไปโดนตัวทำละลายไขมัน...
เสียสภาพอย่างชัดๆหน่อยก็คือใช้ไปใช้มาก็เกิดการแตก
เสียสภาพแบบไม่ชัดก็คือของหล่อลื่นไปทำให้ถุงยางเกิดการรั่วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ... อันนี้ก็น่ากลัวเพราะเมื่อเกิดขึ้นเราจะไม่รู้ตัวเลย
ดังนั้นตัวหล่อลื่นที่เหมาะสมที่สุดคือตัวหล่อลื่นที่เป็นน้ำหรือละลายน้ำได้ (water-base) เช่นผลิตภัณฑ์ที่วางขายกัน
ตัวที่ใช้ได้แต่ต้องระวังคือน้ำเปล่า เพราะถ้ามีน้ำมากไปถุงยางแทนที่จะลื่นก็กลายเป็นฝืดแทน(แตกง่ายกว่าเดิม)
ตัวที่ห้ามใช้คือพวกน้ำมันต่างๆไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากพืชหรือสัตว์
ดังนั้นเสริมจากข้อที่แล้ว ถ้าใครไม่อยากเสียเงินซื้อสารหล่อลื่นมาใช้ ก็เล้าโลมเยอะๆครับ
-มนุษย์น้ำมัน-
เสริมเล็กน้อยสำหรับคนที่คิดจะไปออน. ประเภทบีคอสหรือมนุษย์น้ำมัน น้ำมันที่ใช้กันก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าใช้กับถุงยางได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเพื่อความแน่นอนก่อนปฏิบัติกิจก็อาบน้ำอีกครั้งเพื่อไม่ให้น้ำมันไปโดนCDแล้วไปลดประสิทธิภาพของมันลง
-ใส่สองชั้นทายาหม่อง-
ในหมู่นักเที่ยวหน้าใหม่หลายคน เชื่อว่าการใส่สองชั้นและทายาหม่องจะปลอดภัยทั้งจากการท้องและติดเชื้อ แต่จริงๆนี่เป็ฯวิธีที่อันตรายต่อการถุงยางแตก เพราะยาหม่องเป็นสารกลุ่มไขมันที่สามารถทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพได้ ต่อให้เชื้อมาเจอยาหม่องแต่เชื้ออยู่ในน้ำยังไงก็ไม่โดนทำลายง่ายๆเพราะว่ายาหม่องจะไม่สัมผัสกับน้ำนั้น
อีกทั้งการใส่สองชั้นจะทำให้ถุงยางชั้นนอกและชั้นในเสียดสีกันมากกว่าปกติจนเกิดการแตกได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นเสี่ยงกว่าเดิมอีกครับ
-ใช้ผิดขนาด-
จริงๆจะรู้ได้ต้องลองใช้ดูก่อนจึงจะรู้ว่าเราต้องใช้ขนาดไหน
การที่ไม่รู้ขนาดของตนแล้วไปเลือกผิดขนาดก่อผลเสียดังนี้คือ ถ้าไอ้นั่นใหญ่เลือกถุงยางเล็ก ถุงยางก็แตกง่ายขึ้น(แถมถุงยางก็รัดจนเจ็บหรือหมดอารมณ์ได้ง่ายๆ)
ถ้าไอ้นั่นเล็กแต่ไปเลือกใหญ่ๆ ก็เสี่ยงต่อการถุงยางหลุดทั้งในระหว่างที่กำลังทำอยู่หรือหลังจากเสร็จกิจ(พอเสร็จแล้วหดลง คราวนี้ยิ่งหลุดง่ายกว่าเดิม)
ก่อนจะไปก็ลองซื้อมาซ้อมดูก่อนสักครั้งก็ดีครับ
-oralก่อนทำจริง-
การใช้ปากสวมCD หรือการใช้ปากทำoralกับถุงยาง ที่จริงก็เป็นสิ่งที่เจอได้บ่อย จนกระทั่งถุงยางออกมามีรสชาติและกลิ่นแบบต่างๆให้เลือกกัน
แต่ว่าสิ่งที่ควรทำหลังจากทำOralดังกล่าวก็คือเปลี่ยนถุงยาง อย่าไปเสียดายครับ เพราะเวลาที่ทำในปาก เราไม่รู้หรอกว่าฟันของอีกฝ่ายไปโดนถุงแค่ไหน เกิดมีรอยเล็กน้อยเวลาทำจริงก็อาจจะแตกได้
-ใส่สดก่อนทำจริง-
คงมีแต่กับคนที่เป็นแฟนกันที่จะทำแบบนี้...(ออน.คงไม่มี) แต่ก็ได้เคยบอกไปแล้วว่าการทำแบบนี้แม้จะยังไม่ถึงจุดสุดยอด แต่ผู้ชายก็มีการหลั่งน้ำอสุจิออกมาก่อนบ้างแล้ว ก็มีโอกาสท้องได้เช่นกัน
-เสร็จแล้วไม่รีบเอาออก-
ธรรมชาติหลังจากผู้ชายถึงจุดสุดยอดแล้ว ไอ้นั่นจะลดขนาดลง ... การที่เสร็จแล้วแช่คาทิ้งไว้ พอไอ้นั่นลดขนาดลง น้ำข้างในก็อาจไหลออกมาได้
เผลอๆดึงออกมาก็หลุดคาทิ้งไว้ข้างในด้วยซ้ำ
-เก็บผิดวิธี-
ถุงยางทำจากยาง ดังนั้นอีกอย่างที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้มีทั้งความร้อน การหักพับงอ แสงสว่าง
วิธียอดฮิตที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพคือการใส่ในกระเป๋าสตางค์ และการใส่ในลิ้นชักหน้ารถ
กระเป๋าสตางค์ก็มีการเสียดสีกดทับได้บ่อยๆ ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพและเกิดรูรั่วที่ตัวถุงยางได้
ช่องหน้ารถ ถ้าเอารถไปตากแดด คุณก็จะได้ถุงยางอบกรอบ เอามาใส่ก็พอใช้ได้ แต่ถ้าใช้แรงๆก็แตกและขาดได้
การโดนแสงแดดก็ทำลายถุงยางได้ แม้จะมีคนเถียงว่าไม่มีใครเค้าเก็บถุงยางแบบเปิดเผยหรอก... แต่ก็มีบางกรณีครับคือการซื้อถุงยางแบบPack100 มาใช้... ถ้าวางไว้ไม่ดีแล้วไม่ได้ใช้บ่อยจริง ถุงยางจะโดนทั้งแดดและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้ (ซื้อมาใช้ทีละสามชิ้นก็ได้ครับ ราคาต่างกันไม่มาก)
หวังว่าเมื่อได้อ่านแล้วคงจะเป็นประโยชน์นะครับ
ที่มา http://webboard.mthai.com/7/2007-01-24/297809.html
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
เรื่องของ "น้องสาว"
เรื่องเริ่มมาจากคำถามของพี่คนนึงที่ว่า "ทำไมตรงนั้นของผู้หญิงบางคนถึงมีกลิ่น" (และเรื่องก็เลยร่ายต่อไปอีกยาว)
อย่างแรกเลย ต้องถามกลับไปก่อนว่า "ไปเดินมาทั้งวันหรือว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ?" ถ้าไปเดินมาทั้งวัน มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะ เพราะมันเป็นธรรมชาติที่คนเราจะมีเหงื่อไคลในทุกส่วนของร่างกาย แบบนั้นวิธีแก้ง่ายๆ ก็อย่าเพิ่งไปทำอะไรกัน ไปอาบน้ำกันก่อนดีกว่า (หรือถ้ารีบทำมาก ก็อย่าเอาหน้าไปใกล้ๆมัน ก็แค่นั้นเอง)
แต่ถ้ากรณีที่อาบน้ำเพิ่งเสร็จ ก็ยังมีกลิ่น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปว่ามันเป็นกลิ่นแบบไหนกันแน่
ปกติแล้ว ส่วนนั้นของผู้หญิงจะมีกลิ่นอ่อนๆ (เคยได้ยินมาว่า มันเป็นกลิ่นที่เร้าอารมตามธรรมชาติ .. แต่ความจริงเป็นไงจิ๊บไม่รู้นะเว่ย ไม่เคยไปดมของใคร ฮาๆ) แต่ถ้ากลิ่นมันแปลกมากๆ มักจะมีตกขาวที่ผิดปรกติร่วมด้วย
ตกขาวคืออะไร?
ตกขาวคือสารคัดหลั่งที่ไหลออกมาทางช่องคลอด เป็นส่วนนึงในการระบบทำความสะอาดร่างกายตัวเองของระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตกขาวที่ปกตินั้นจะมีลักษณะขาวข้น เหมือนแป้งละลายน้ำ มีกลิ่นเปรี้ยวนิดๆ และไม่ทำให้คัน
แล้วตกขาวผิดปรกติล่ะ?
ถ้าสีออกเหลืองๆนิดๆ หรือมีปริมาณมาก และทำให้คันนั้น แสดงว่าเกิดการติดเชื้อในช่องคลอด เชื้อที่ติดโดยทั่วไปนั้นคือเชื้อรา หรือที่เรียกว่า yeast infection
ถ้าแฟนของคุณมีอาการแบบนี้ ขอให้คุณผู้ชายอย่าเพิ่งตกใจว่าแฟนกูเป็นกามโรคหรืออะไร
ในช่องคลอดของผู้หญิงนั้น จะมีเชื้อตามธรรมชาติอยู่ 2 ชนิด ซึ่งก็คือ yeast กับ bacteria (เหมือนกับ bacteria ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่น่ะแหละ) เชื้อทั้ง 2 ชนิดนั้น จะอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล แต่ถ้าสมดุลเสียแล้ว จะทำให้ yeast ขยายพันธุ์เร็วกว่า bacteria อย่างมาก ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า yeast infection (ภาษาไทยเรียกว่า ติดเชื้อรา ซึ่งฟังดูน่ากลัวกว่ามาก) ซึ่งทำให้เกิดตกขาวที่ปรกติ และมีอาการคัน
สิ่งที่ทำให้เสียสมดุลมีดังนี้ (หรืออาจมีมากกว่านี้)
1. สบู่ AKA สิ่งที่สะอาดเกินไป ... ฟังแล้วตกใจไหมคะ? คือว่าอย่างนี้ การถูสบู่ซึ่งมีภาวะความเป็นด่างสูงตรงนั้นมากๆ ทำให้ความเป็นกรดลดลง และทำให้ yeast ซึ่งขยายพันธุ์ได้ง่ายในภาวะด่างขยายพันธุ์มากเกินกว่าจำนวน bacteria ทำให้เสียสมดุล
2. การใช้แผ่นอนามัยหรือการใส่กางเกงในรัดๆ ทำให้เกิดความอับชื้นบริเวณนั้นมากขึ้น และทำให้ yeast แพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น
3. ยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) การรับประทานยาจำพวกนี้เข้าไปมากๆ แบคทีเรียในช่องคลอดก็จะตาย ทำให้แบคทีเรียมีจำนวนน้อยกว่า yeast .... เพราะฉะนั้น ใครที่มีอาการคันแล้วไปทะลึ่งทานยาฆ่าเชื้อเข้าไปล่ะก็ รับรองคันกว่าเดิม เพราะแบคทีเรียเหลือน้อยกว่าเดิมแน่ แต่ yeast มันไม่ตายในยาฆ่าเชื้อนะ
4. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ผู้หญิงที่ตั้งครรถ์ ผู้หญิงที่ทานยาคุม หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน จะมีโอกาศติดเชื้อได้ง่ายค่ะ (แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเวลาประจำเดือนมา เพราะว่า yeast ไม่ถูกกับภาวะกรด-ด่างที่อยู่ในเลือดค่ะ)
5. อาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายสูง เพราะว่าน้ำตาลนั้นเป็นอาหารชั้นดีของ yeast
6. ถุงยาง ... ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผู้หญิงบางคนแพ้สาร nonoxynol-9 ในถุงยาง และมี research ที่แสดงให้เห็นว่าถุงยางมีส่วนทำให้เกิด yeast infection ในบางคนได้เหมือนกัน
โรคนี้ติดต่อกันได้หรือไม่?
ติดต่อกันได้ค่ะ ผู้ชายก็เป็นได้ แต่มักไม่ค่อยแสดงอาการ ถ้ามีอาการก็จะคล้ายๆผู้หญิงคือมีอาการคัน และมีเมือกขาวๆอยู่บริเวณนั้นค่ะ
วิธีรักษา yeast infection แบบง่ายๆ
1. ไปหาหมอ แล้วหมอก็จะสั่งยาเหน็บมา (ยาพวก monistat หรือ canestan) ยาพวกนี้มักออกฤทธิ์ภายใน 3 วัน
2. ถ้าเพิ่งเป็น และอายไม่กล้าไปหาหมอ แต่แน่ใจว่าเป็น yeast infection แน่ๆ ให้ใช้โยเกิร์ตแบบธรรมชาติ (ไม่ใส่รสใดๆทั้งสิ้น) และพยายามหาที่เขียนว่า contain active culture นั่นหมายความว่าในนั้นมีแบคทีเรียที่ชื่อ แลคโตบาซีลัส อยู่ ให้นำโยเกิร์ตนั้นทาบริเวณด้านนอกและฉีดเข้าไปทางช่องคลอด (ใช้กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดเข้าไป) ทำทุกๆ 4-5 ชั่วโมง ไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็ควรจะหายได้แล้ว เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะไปช่วยทำให้ปริมาน bacteria-yeast สมดุลกัน ถ้าไม่หายคงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อไปค่ะ
ตกขาวผิดปรกติแบบอื่นๆ
เห็นพี่คนนึงพูดว่า บางทีตกขาวมีสีเหลืองจนเขียว ... แบบนั้นผิดปรกติมากแล้วค่ะ พี่ควรพาแฟนพี่ไปหาหมอได้แล้ว เพราะว่านั่นไม่ใช่แค่ yeast infection แน่นอน แบบนั้นอาจจะเป็นการติดเชื้อแบบอื่นๆ และที่น่ากลัวที่สุดคืออาจจะมีพยาธิอยู่ด้านในมดลูกได้นะคะ อันตรายมากค่ะ
เรื่องพวกนี้ถามว่าเป็นเรื่องน่าอายไหม? ก็ใช่ มันเหมือนไม่ควรเอามาพูดกัน ซึ่งจิ๊บว่ามันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าร่างกายของคุณ(หรือแฟนคุณ) มีอะไรผิดปรกติ ก็ช่วยหยุดความอายไว้ก่อน แล้วไปหาหมอซะ จะได้รักษากันไปถูกทาง เพราะบางครั้งอาการแปลกๆเหล่านี้อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้นะคะ แล้วถ้าคุณ sexually active (จิ๊บว่าห้องนี้แม่ง active กันทุกคนอ่ะ ฮะๆ) ก็ไปตรวจภายในกันปีละครั้งด้วยนะคะ ... ผู้ชายก็ต้องไปตรวจเหมือนกันนะคะ (อย่าฮา มันมีนะเว่ย ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากอ่ะ)
stay healthy ค่ะ ^^
วันเสาร์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
Apple Product Generation

Size จริง น้องจิ๊บ Request มา.. load ได้จาก http://pirun.ku.ac.th/~g4865365/Apple_Product_Generation.jpg
วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ทฤษฏีในการออกแบบ ของ Edward de Bono
ข้อที่ 1 You need to put a very high value on simplicity.
เราต้องทำให้ความ Simple ของเรามีคุณค่ามากที่สุด เหมือนที่เราชอบถามกันว่า Simple enough? (เรียบง่ายพอหรือยัง) มันไม่ใช่คำถามว่า ตัดออกให้เหลือน้อยพอหรือยัง แต่เป็นการถามว่าเราใส่คุณค่าให้กับความ Simple พอหรือยัง แต่รู้หรือเปล่าว่า ความ Simple มาเป็นอันดับสอง สิ่งสำคัญแรกคือให้การออกแบบของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด ถ้าการออกแบบขอเราสามารถ Simple ได้ด้วยก็จะดีมากๆ ตราบเท่าที่ความ simple ของเราไม่ได้ไปทำลายคุณค่าของงานออกแบบของเรา เราจะไม่แลกความ Simple กับเป้าหมายของงาน ถ้าความ Simple ทำให้สูญเสียคุณค่าเหล่านั้น ยอมที่จะเสีย Simplicity เสียดีกว่า
ข้อที่ 2 You must be determind to seek simplicity.
คุณจะต้องกระตุ้นตัวเองและคนรอบข้างให้เห็นความสำคัญของการทำให้อะไรๆ Simple แต่ก็ไม่ใช่แค่รู้สึกดีว่าสิ่งรอบตัวดู Simple แต่จะต้องกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงด้วย (ต้องรู้สึกว่า Simplicity ไม่ใช่แค่สิ่งที่ดูหรูหราเกินไป แต่มันอยู่ได้กับทุกอย่าง) ดังนั้นเพื่อผลักดันให้เกิดความ Simple เราต้องให้ความพยายามนั้นออกมาจากความตั้งใจของตัวเราเอง (ชนิดที่รับไม่ได้กับอะไรที่มันดู Complicate) และมันจะเป็นไปได้ยากถ้ามีเราบ้าอยู่คนเดียว คนที่อยู่รอบๆ เรา สิ่งแวดล้อมของเราก็มีผลอย่างยิ่ง ดังนั้นมันเลยจำเป็นที่องค์กรใดๆ ที่ต้องการให้เกิดวัฒนธรรมของ Simplicity จะต้องทุ่มเทเวลา พลังความคิด ความพยายามในการออกแบบ และ งบประมาณ ในการทำให้อะไรก็ตาม simple คนมักชอบที่จะได้ Simplicity โดยไม่เสียเงิน แต่ไม่มี Simplicity ใดๆ ที่ได้มาฟรีๆ โดยไม่ลงทุน
เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องที่เรากำลังจะทำ ต้องเขาใจว่าอะไรคือคุณค่าของงาน ต้องเข้าใจชัดๆ ว่าอะไรเป็นเหตุผลให้คนอื่นๆ เข้ามาใช้งานระบบของเรา ถ้าเราต้องการรู้เราจะต้องเข้าใจในคุณลักษณะของงานและ กระบวนการทำงานของมันเป็นอย่างดี ถ้าเราไม่เข้าใจงานของเราเมื่อไรสิ่งที่เราทำจะกลายเป็นพยายามทำให้มัน ง่าย (Simplistic) แทนที่จะเป็น เรียบง่าย (Simple) เชื่อเถอะว่าความเรียบง่ายมาจากความเข้าใจที่ถ่องแท้
มันสำคัญที่การออกแบบ แม้ว่าการวิเคราะห์สิ่งที่จะทำ จะเป็นเรื่องสำคัญของการสร้างความเรียบง่าย แต่สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่การออกแบบอยู่ดี ในขั้นตอนของการออกแบบเราต้องใช้ทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ และ Lateral Thinking (คิดนอกกรอบ) พึงระลึกว่าการออกแบบนั้นไม่มีทางออกที่ดีที่สุด มันสำคัญที่เราต้องออกแบบให้ได้หลากหลายมากที่สุด (ทั้ง Alternatives และ Possivility) แล้วเลือกมาเพียงหนึ่ง
เค้าว่า Idea แรกมักจะห่างไกลคำว่าดีที่สุด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องคิดแล้วคิดอีกเพื่อเพิ่มทางเลือกให้มากที่สุด การที่จะคิดทางเลือกใหม่ๆ ต้องอาศัยความกล้าหาญมากครับ ไม่เช่นนั้นเราก็จะยืดติดกับทางเลือกเดิมๆ ไปตลอดแถมยังคอยหาเหตุผลมาสนับสนุนทางเลือกของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ การจะตัดทิ้งบางทีต้องตัดเรื่องตัวเราของเรา (ใช้หลักพุทธซะหน่อย) ลองดูตัวอย่างของ Google
รูปที่ 3.1 หน้าเว็บไซต์ Google แบบเก่า
รูปที่ 3.2 หน้าเว็บไซต์ Google แบบใหม่
ลองคิดดูว่าทีมงาน Google ต้องใช้ความกล้าขนาดไหนที่ตัดช่อง Search ออก
หลายคนออกแบบแล้ววนกลับมาที่เดิม แสดงว่าเรายังกล้าหาญไม่พอ
ข้อที่ 5 You need to challenge and discard existing elements.
เราต้องกล้าที่จะตัดสินใจให้สิ่งใดยังคงอยู่ หรือสิ่งใดที่ควรจะตัดออก เพราะระบบ และกระบวนการมักจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ บางอย่างที่เคยเป็นที่ต้องการ ปัจจุบันอาจจะไม่ต้องการแล้วก็ได้ อะไรก็ตามที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ให้เลือกกำจัดไว้ก่อน ยิ่งถ้าเราเอามันไว้ด้วยเหตุผลว่าผู้ใช้คุ้นเคยก็ควรให้ผู้ใช้ได้ปรับตัวซะที
ข้อที่ 6 You need to be prepared to start over again.
มันง่ายกว่าถ้าจะปรับปรุงจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่บางครั้งเราก็ต้องการคิดใหม่ทำใหม่ตั้งแต่ต้น เมื่อเราเข้าใจระบบเป็นอย่างดีแล้ว ก็กำหนดแนวทางการพัฒนาใหม่ โดยทิ้งระบบที่มีอยู่แล้วไปซะ ทำแบบนี้ค่อนข้างยาก สิ้นเปลือง และไม่ค่อยได้รับการยอมรับ แต่เราต้องแสดงให้เห็นว่าระบบใหม่มีประโยชน์อย่างไร และแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงของเก่านั้นไม่มีทางได้รับประโยชน์เท่ากันไม่จำเป็นต้องออกแบบใหม่ทั้งระบบเสมอไป เราอาจออกแบบใหม่เฉพาะส่วนก็ได้
“Modify if you can - start afresh if you can not”
ผมว่าการออกแบบใหม่ต้องใช้ความกล้าหาญมากมายทีเดียวครับ มันจะเจ็บปวดถ้าต้องทิ้งสิ่งที่ตัวเองคิดมาและมักจะวนกลับมาหาของเดิมเสมอ เราสามารถพึ่งพาความคิดของคนอื่นเพื่อให้เราหลุดจากกรอบความคิดของตัวเราเอง เช่นผมออกแบบระบบ Mail อยู่แล้วพยายามพัฒนาคิดใหม่ทำใหม่ แต่สุดท้ายผมก็วนกลับมาที่ระบบเดิม แต่หลังจากที่เห็นโปรแกรม Mail Client ของ Apple ผมก็สำนึกว่ามีรูปแบบที่ดีกว่า และสามารถคิดออกนอกกรอบของระบบ Mail เดิมได้ (สิ่งที่ต้องการจากระบบอื่น คือความเชื่อ และความกล้าที่จะคิดว่ามีอะไรที่ดีกว่าจริงๆ)
ข้อที่ 7 You need to use concepts.
การมี Concept (กรอบความคิด, ความคิดรวบยอด) เป็นสิ่งมนุษย์ใช้ในการทำให้โลกนี้ยุ่งยากน้อยลง ถ้าเราไม่ใช้ Concept การทำงานของเราก็จะลงรายละเอียดมากเกินไป มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะคิดให้แตกต่างโดยดูแต่รายละเอียด เราต้องย้อนกลับมาดู Concept แล้วมองหาหนทางที่แตกต่างไปตาม Concept ที่วางไว้ การกำหนด Concept เป็นก้าวแรกที่ทำให้เราได้แนวทางและจุดประสงค์ เมื่อเรามีสิ่งนี้เราก็สามารถมี Idea โดนๆ และสามารถลงรายละเอียดได้อย่างถูกต้อง จำไว้ว่าเราควรกำหนดเป้าหมายของ Concept ให้เป็นเรื่องทั่วไป ไม่ต้องชัดเจนมาก เพราะนี่เป็นวิธีที่เราใช้สร้าง Concept
“Concepts are the human mind's way of simplifying the world around.”
Concept เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ทำให้โลกดูง่ายขึ้น ในกลุ่มของคนที่เป็นนักออกแบบคงจะเห็นความสำคัญของ Concept กันอยู่แล้ว แต่ในกลุ่มของนักพัฒนาผู้เขียนอยากบอกว่าจะทำอะไรก็ควรมี Concept เหมือนกัน และเราต้องสร้างมันขึ้นมาตั้งแต่แรกไม่อย่างนั้นผลงานคงไม่ออกมา Simple อย่างที่เราคาดหวังไว้
ข้อที่ 8 You may need to break things down into smaller units.
แน่นอนว่าส่วนงานที่มีขนาดเล็กจะมีความเรียบง่ายมากกว่าส่วนงานที่มีขนาดใหญ่ เพราะฝ่ายที่มีขนาดเล็กจะจัดตั้งเพื่อให้รองรับเป้าหมายขนาดใหญ่ โดยแนวคิดนี้ทำให้เกิดการคิดแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralization) และแนวคิดในการหาตัวแทน (Delegation) ซึ่งทำให้การทำสามารถเจาะลึกเป็นส่วนเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมดในคราวเดียว ระบบที่ซับซ้อนสามารถทำงานได้ดีเมื่อมีการแยกเป็นระบบย่อยๆ โดยให้แต่ละส่วนย่อยๆ มีการจัดการที่เรียบง่าย และพร้อมที่จะทำงานกับระบบอื่นๆ (เหมือนการทำงานของเซลล์เล็กๆ ในร่างกายเรา) เวลาออกแบบโปรแกรมใหญ่ๆ ผู้เขียนมักจิตนาการถึงการทำงานร่วมกับของโปรแกรม Address book, Calendar และ Mail (บน Mac OS X) ที่แต่ละโปรแกรมสามารถแยกกันพัฒนาได้ แต่ยังคงทำงานประสานกันได้อย่างดี (หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเราลากคนใน Address book มาในใน iCal ได้เลย)
แต่พอหนังสือเล่มนี้ Mention ถึงการทำงานของแต่ละเซลล์ในร่างกาย ผู้เขียนว่าตัวอย่างนี้ดูดีกว่ามาก มันดูธรรมชาติและเป็นในแบบที่น่าจะเป็นและเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเขียนโปรแกรมได้อย่างดี พอพูดถึงตรงนี้ก็ทำให้อยากออกแบบโปรแกรมที่ไม่เหมือนมนุษย์เขียนขึ้นมา แต่เหมือนกับมันเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ถ้าทำได้คงเป็นจุดสุดยอดของนักออกแบบโปรแกรมแน่นอน
ข้อที่ 9 You need to be prepared to trade off other values for simplicities.
ระบบที่พยายามรองรับทุกอย่าง มักจะซับซ้อนมากๆ บางครั้งเราต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความสมบูรณ์แบบเพื่อแลกกับความเรียบง่าย บางครั้งเราแก้ปัญหาโดยการเก็บระบบของเราให้เรียบง่ายไว้ แล้วเปิดอีกระบบขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาพิเศษๆ โดยเฉพาะ เรารู้กันดีว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ บางครั้งเราต้องแลกความสมบูรณ์กับความเรียบง่ายในทางปฏิบัติ ความเรียบง่ายคือสิ่งสำคัญที่เราต้องการจริงๆ บางครั้งเราจำเป็นต้องละทิ้งสิ่งสำคัญอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเรียบง่าย ซึ่งลำดับในการตัดสินใจจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจ คุณค่าของแต่ละงาน และการลำดับความสำคัญ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราต้องให้น้ำหนักของคุณค่าในตัวเลือกที่เราคิดแตกออกมา อย่างรอบคอบที่สุด
“If simplicity is a real value then you must be prepared to trade off other real values in order to gain simplicity”
ถ้าเราให้ความสำคัญกับความเรียบง่าย ก็ต้องทำใจแลกอย่างอื่นเพื่อให้ได้ความเรียบง่ายมา สำหรับตัวผู้เขียนเองคิดว่านี่เป็นโจทย์ที่ทำใจได้ยากมาก โดยเฉพาะตอนที่คุยกับลูกค้า เพราะลูกค้าต้องการทุกอย่างและยากที่เค้าจะแลกสิ่งเหล่านั้นกับความเรียบง่าย ดังนั้นหลายครั้งที่ผู้เขียนบอกตัวเองว่า "สิ่งที่ลูกค้ารู้ไม่ใช่ Requirement แต่ลูกค้ารู้ Need" เราเอาสิ่งที่เค้าขาดไม่ได้ (need) ออกมาก่อน แล้วสร้างสิ่งที่เค้าต้องการออกมา (Requirement)"
ข้อที่ 10 You need to know for whose sake the simplicity is being designed.
ความเรียบง่ายที่เรากำลังจะออกแบบนั้น ทำมาเพื่อผู้ใช้ของระบบ (ลูกค้า) หรือว่าทำมาเพื่อผู้ดูแลระบบ (owners) ?
ความเรียบง่ายนั้นๆ ทำมาเพื่อกระบวนการทำงาน หรือทำมาเพื่อการบำรุงรักษา?
ความเรียบง่ายนั้นๆ ทำมาเพื่อการใช้งาน หรือทำมาเพื่อประหยัดงบประมาณ?
การทำให้ระบบของเราเรียบง่ายนั้น อาจจะหมายถึงการทำให้ผู้ใช้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่เป็นระบบที่ซับซ้อนสำหรับผู้ดูแลระบบ มันจะได้อย่างเสียอย่างเสมอ ใครกันแน่ที่ควรจะได้ประโยชน์จากการทำให้ระบบเรียบง่าย ถ้าไม่มีใครได้ประโยชน์จากงานนี้ ก็ต้องหาให้ได้ว่าจะมีใครที่จะได้ประโยชน์
“For whose sake is the simplicity being designed? Who is going to benefit from the simplicity?”
เป็นเรื่องลำบากมากโดยเฉพาะตอนที่คนจ่ายเงินกับคนที่จะได้ประโยชน์ไม่ใช่คนเดียวกัน ตรงนี้ก็อยู่ที่ศิลปะการเจรจาของ Project Manager หรือ System Analyst หรือถ้าเป็นง่านโฆษณาก็ต้องเป็น Account Executive ใครอยู่ใกล้ลูกค้ามากที่สุดก็รับผิดชอบเรื่องนี้หนักหน่อย
ทำไมต้องเรียนทฤษฏี ?? นี่คือคำตอบ
ผมขอยกเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวผม เมื่อไม่นานมานี้เป็นตัวอย่างละกัน ผมไปสัมภาษณ์งานด้าน network security ที่บ.แห่งหนึ่ง ผู้สัมภาษณ์เขียน diagram ของ wireless network ไว้ที่กระดานแลุ้วถามผมว่า .. คุณจะ secure wireless network นี้ด้วยวิธีใดเพื่อให้ infrastructure ของ wireless network ใน diagram นั้นปลอดภัย ..
(ISP) <==> (router)<-->[firewall]<-->[switch] <--> [DMZ]
................................................................|
................................................................|
................................(Wireless Access Point: Public Access)
ถามง่ายนะคับแต่ในมุมมองของ Security นั้นไม่ง่ายเลย เมื่อมองทั้ง overviewและแยกชิ้น คำตอบมีเป็นล้าน ผมบอกได้อย่างนั้น เจ้าของคำถาม บอก condition เพิ่ม (เพื่อช่วยผมลด scope ลงมา) ว่า ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม นั่นหมายถึงใช้ feature ของแต่ละ identity ในการจัดการ security ซึ่งในใจผม wireless network นั้นมีจุดอ่อน (flaws) มากๆ มากจนคิดว่าไม่ควรใช้ด้วยซ้ำ
ผมนิ่งอยู่ซัก 5 นาทีได้ ขอปากกา สิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมต้องเรียนทฤษฏี ..
ผมเขียนตัวหนังสือ 7 ตัว A,P,S,T,N,D,P อักขระศักดิ์สิทธิ์์ 7 ตัวที่ใช้ฝ่าฟันปัญหามานักต่อนัก ถือว่าเป็นท่าเริ่มกระบวนท่าไม้ตายผมสูตรนึงเลยก็ว่าได้
มาถึงตรงนี้คนสัมภาษณ์ เกาหัวเลยคับ .. U เขียนอะไร ? (โดนกระบวนท่าชุดแรกผมเข้าไป อาการออก มึนทุกคน) ผมเงียบ แล้วจดปากการ่ายกระบวนท่าที่สองบนกระดานต่อไป
RF, SSID/MAC, IP, Port, Session, encode/decode, URL
มาถึงตรงนี้ คนสัมภาษณ์ ร้อง Oh! (แน่นอนคับมันโดนเข้าไปจังๆ) คงเริ่มเข้าใจเนื่องจากเป็น security engineer ในระดับที่น่าจะเข้าใจได้ (คนอ่านเข้าใจยัง?)
ผมตัดสินใจหันไปซัด 7 หมัดสุดท้าย ตอบ!! .. คำตอบคือ WPA, Static ARP, VLAN ขณะที่กำลังจะเริ่มกระบวนท่าที่ 4 ต่อคนสัมภาษณ์ก็ตัดบทบอกว่า "พอแล้ว คุณเยี่ยมมาก ยังไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้เคลียร์เท่ากับคุณเลย ตั้งแต่สัมภาษณ์มา" (จิงๆมันพูดปะกิตอะนะ) ไอ้เราก็ได้แต่หัวเราะแฮะๆ แหละคับไม่เคยโดนชมต่อหน้าขนาดนี้ แล้วมันเคลียร์ตรงใหนกูยังซัดไม่ครบ 7 กระบวนท่า
เหตุการณ์จบแค่นั้น ผมรอนัดสัมภาษณ์รอบสองตอนนี้ก็ได้แต่สาธุๆ ทุกวันว่าขอให้ได้ๆ เพื่อประโยชน์สุขแก่ตัวเองและครอบครัวเสียที ช่วยลุ้นให้ผมด้วยละกัน
*คำเตือนก่อนใช้กระบวนท่านี้วัดฝีมือคู่ต่อสู้ด้วย ว่ามัน lvl สูงหรือต่ำกว่าถ้าต่ำกว่าให้ใช้กระบวนท่าพิฆาตเกรียน .. แล้วจะเล่าทีหลัง ..
----------------------------------------------------------------------------------------------
เอาหล่ะ สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า ตัวอักษร 7 ตัวคืออะไร แล้วสิ่งที่เขียนต่อจากนั้นคืออะไร ก็อ่านต่อละกัน
A: Application Layer
P: Presentation Layer
S: Session Layer
T: Transmission Layer
N: Network Layer
D: Data-Link Layer
P: Physical Layer
ครับมันคือ OSI 7 Layers ที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ ป ตรี (ถ้าใครได้เรียน comp sci นะ) แล้วผมเขียนทำไม ?? ไม่ได้เกี่ยวกับคำตอบเลย .. เค้าถามว่าจะ secure wireless infrastructure ได้ยังไง ?? .. นี่นา คำตอบนั้นง่ายมากคับ OSI 7 layers คือ Model มาตรฐานในการเชื่อมต่อ network ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ทุกรูปแบบในโลกนี้ .. เพราะฉะนั้นมันคือ reference หลักในการคิด และ แก้ไขปัญหา ในโลกของ network ทั้งหมดเช่นกัน .. ไม่ว่า 802.3, 802.5, 802.11 หรืออะไรก็ตาม ไม่ว่า LAN หรือ WAN OSI 7 layers คือพื้นฐานสากลเพียง 1 เดียวของทฤษฏี internetwork เช่นเดียวกับสัญญาณ 1/0 ในโลก digital เลยก็ว่าได้ และแน่นอนในเมื่อมันเป็น Model มาตรฐาน Attacker ก็คิดเช่นเดียวกัน Attack Surface ในโลก network จึงแบ่งตาม OSI 7 Layers ด้วยเช่นกัน (ไครไม่รู้ก็รู้ซ๊า)
แล้วที่เขียนต่อมาหล่ะ ??
RF, SSID/MAC, IP, ports, session, encode/decode, URL เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นตัวแทนของแต่ละ Layer ใน 802.11 (WLAN) อีกที
แล้วมันเกี่ยวไรกะคำตอบ ? WPA, static ARP, VLAN ?
เนื่องจากว่าผมละการเขียนบางอย่างลงไปในกระดาน ซึ่งถ้าเขียนก็ได้ว่ามันคือจุดอ่อนในแต่ละ layer ตามนี้
เริ่มจาก Layer1 คือ Fake AP, SSID spoof/Mac spoof, IP Spoof, Port Probe, session hijacking,(ไม่มีหรือไม่ก็ไม่รู้) ,URL encode(SQL inject, blah blah) ถ้า list ออกมาได้แบบนี้คำตอบของแต่ละ Layer ก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ก็ตามนั้น ..
ตัวอย่างค่อนข้างชัดเจนนะคับว่า ทำไมเราต้องเรียนทฤษฏีถ้าผมรู้แค่ว่าเข้าสายยังไง ต่อ hub ยังไง configure switch/router ยังไง ผมคงตอบอะไรไม่ได้เลย .. เพราะสิ่งที่เราจับต้องได้ มีอยู่เพียงแต่ 3 หรือ 4 layer ของ OSI เท่านั้น .. แต่ถ้ารู้แค่ทฤษฏีผมก็คงตอบข้อนี้ไม่ได้อีก เพราะคงขาดซึ่งประสบการณ์ในการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยสิ้นเชิง
"ทฤษฏีหน่ะมันเอาไปใช้ตรงๆไม่ได้หรอก นอกจากตอนสอบกะเอาหนังสือไปเผาเป็นเชื้อเพลิงหุงข้าวหลังจากสอบเสร็จ หน่ะนะ .."
ปล. ใครอยากได้รายละเอียดคำอธิบายคำตอบมาลงชื่อใน comments ละกันคับ เริ่มยาวเกินไปแล้ว
วันพุธที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
เหตุ และ ผล กับคน accounting
ผมไม่รู้ว่าคนที่เรียนสายอื่นๆมาเค้าเรียนกันมายังไงนะ เค้าถูกสอนถูกสั่งกันมาด้วย หลักการใด โดยเฉพาะคนในสาย accounting พวกนี้ไม่มีเหตุผล .. แต่พยายามใช้เหตุผลกับคนอื่น .. หรือพยายามเรียกร้องเหตุผลจากคนอื่นๆ ..
พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นเทวดาหรือ ? ครับพวกเขาเป็นเทวดา .. ที่มักจะจบแค่ ราชภัฏฯ ..
8 ใน 10 ของคนในสายบัญชีที่ผมเจอมา ไร้ซึ่งเหตุผลโดยสิ้นเชิง สังเกตุจากอะไรหน่ะเหรอ .. สังเกตุจากเวลาที่โทรศัพท์มาเรียกไป service computer หน่ะซิ .. ด้วยความที่ผมเชื่อในหลักของเหตุและผล (อาจจะมากไปมั้ง) ผมมักจะถามเค้าก่อนว่า เค้าทำอะไร เพื่อหาเหตุ .. แต่สิ่งทีผมได้มาคือผล .. ว่ามันเจ๊งไปแล้ว ไม่รู้ไม่ได้ทำอะไร มันเจ๊งของมันเอง .. ผมก็ถามว่าแล้วคุณไปทำอะไรกับมันหล่ะ อยู่ดีๆ มันจะเจ๊งไม่ได้หรอกนะ .. แต่ดูเหมือนสิ่งที่ได้มาคือความไม่พอใจจากคนเหล่านั้น .. อาจจะด้วยเหมือนว่าไปต่อปากต่อคำ .. แต่ผมมั่นใจดีว่าผมรู้ตัวว่าผมพูดอะไรออกไป น้ำเสียงเป็นอย่างไร .. และหน้าที่ของผมคืออะไร .. แต่พอแก้เสร็จมักจะมาถามเอาเหตุผลกับเราว่ามันเกิดอะไรขึ้น เกิดเพราะอะไร ทำไมถึงเกิด ซักถามมากมาย .. แต่มักจไร้ซึ่งคำขอบคุณ .. (OK! กูถือว่ากูซ่อมเครื่องที่จะทำให้กูได้เงินเดือนหรอกนะอีดอก)
Computer อาจจะทำด้วยเหล็กและ plastic แต่บางครั้งมันก็ sensitive กับเรื่องเล็กๆ อย่างสาย cable ที่ connect ไม่แน่นหรือหลวมด้วยเหมือนกัน การขยับแม้่เพียงเล็กน้อยทำให้สายหลุด นั่นก็ถือเป็นเหตุ ซึ่งก่อให้เกิดผล มากมายหลายประการแล้ว เชื่อเถอะคับว่ามันมีเหตุ จึ่งมีผลไม่ใช่เกิดผลขึ้นมาลอยๆ ..
พวกเขาต้องการสิ่งที่ perfect และมักจะหงุดหงิดเสมอกับเรื่องใดๆก็ตามที่ไม่ perfect แต่ตัวพวกเขาเองไม่แม้กระทั่งจะสามารถสะกดคำว่า perfect ได้ พวกเขาต้องการ net ที่เร็ว คอมพิวเตอร์ที่เร็ว .. เพื่อ Chat เร็ว และเปิด MSN messenger ได้เร็ว .. แต่ virus เต็มเครื่องเลย ..
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพวกที่ทำงาน accounting IQ และ EQ ต่ำเกินกว่าจะใช้เหตุผลด้วยได้ .. ทำไมหน่ะเหรอ .. พวกนี้เวลาโดนใครตำหนิไม่ว่าเล็กน้อยหรือใหญ่แค่ใหนก็หน้างอ ไม่ยอมรับ ฟึดฟัด กระวัดกระเวียด .. อย่างเสียไม่ได้นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่าเขาเหล่าันั้น EQ ต่ำ .. พวกนี้เค้าคิดว่าเค้าถูกเสมอ จริงๆนะ (แต่ไปดูเหอะพอโดนตำหนิกลับไปแก้ ก็เจอที่ผิดทุกทีเหมือนกัน) ..
พวกนี้ IQ ต่ำ ถึงแม้พวกนี้จะต้องทำงานกับ ตัวเลขแต่ไม่ได้ทำให้พวกเขาเหล่านี้มี IQ ที่สูงขึ้น อาจจะคิดเลขเร็ว กดเครื่องคิดเลขเร็ว แต่ไม่เคยถูกต้อง ถึงต้องมีการตรวจสอบบัญชีในหลายระดับไงคับ ..
สุดท้ายพวกนี้ขี้เกียจ .. เหล่า accounting ทั้งหลายชอบหมกงาน .. เขาเหล่านั้นชอบคิดว่าตัวเองนั้นมีงานมากมาย เหลือคณานับ .. ทำกันทั้งชาติก็ไม่ไหวไม่หมด .. เพราะอะไร ผมเคยลง program สำหรับ monitor activities ของ user ไว้ที่เครื่องของพนักงานบัญชีคนนึง เชื่อไหมครับ ทั้งที่เขาบอกว่่าเขาทำงานหนักมาก ทำงานทั้งวันแต่ log จากเครื่องที่ผมเปิดดูนั้นได้ มีแต่ MSN .. กับเข้าเว็บ .. พวกนี้จะสะสางงานเมื่อเวลาส่งงานใกล้เข้ามาแค่นั้น นอกจากนั้นพวกเขาจะพักผ่อน พักมันทั้งวัน ซึ่งผมคิดว่าถ้างานเข้ามาแล้ว ทำให้ัมันออกไปมันก็เสร็จแหละอาจจะข้ามวันบ้าง แต่ก็คงไม่ต้องเหนื่อยเหมือนตอนที่จะส่งแล้วค่อยมาสาง
คิดแล้วเซ็งทุกวันนี้ผมแทบจะไม่อยากญาติดีกับพวก accounting แล้ว รู้สึกเหมือนคนละชั้น ..
อ่อ .. Accounting ที่ดีๆก็มีนะคับ แต่ผมคงยังไม่เคยเจอ .. เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงประสบการณ์ของผมคนเดียว ที่มองคนในสายงานนี้ผมไม่อยากให้คนอื่นที่ได้อ่านเกิดอคติกับคนในสาย accounting แต่อย่างใด เพราะผมเชื่อว่าในทุกสายงานมีทั้งคนดีและ คนไม่ดีอยู่เพียงแต่ผมซวยกว่าที่ต้องมาเจอคนไม่ดีมากกว่าคนดีในสายงาน accounting เท่านั้นเองครับ
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ประกาศ ณ ตอนเช้า วันอาทิตย์ ที่ 21 /01/50
ถ้า irc.thai.com ใช้ได้ปกติ ลบโพสนี้ได้เลยครับ ^^
ค่าโง่ 5000บาท สำหรับ 1 Force Shutdown
Specification:
Brand: DELL by ICT
CPU: PentiumM 1.5Ghz
RAM: 512MB
HDD: 40Gb
Previous problem: Wlan มีปัญหา + คอมอืด + ไม่ได้เปิดใช้งานนานแล้ว
Steps taken:
เชคความเรียบร้อยของอุปกรณ์ แกะฝาล่างออกเพื่อดู hardware, ram, etc. หลังจากเปิดฝาของ Wlan พบว่า การ์ด Wlan อยู่ในตำแหน่งหลุดจาก slot (ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถใช้ Wlan ได้) หลังจากแก้ไขแล้ว ก็ต่อ adaptor เข้ากับตัวเครื่องแล้วก็เปิดเครื่อง
Result:
เครื่องเปิดได้ตามปกติ แต่ไม่มารถเข้า windows xp ได้เพราะ ไม่มี user password
Steps taken:
ถอด HDD ออกจากตัวเครื่อง เอามาต่อเข้า external box เพื่อทำการ backup ข้อมูลและ driver หลังจาก backup ข้อมูลเสร็จแล้ว ก็ใส่กลับเข้าที่ เปิดเครื่อง....ผ่านไปยังหน้าจอ Windows XP loading screen...
อ่าว! ลืมเข้า bios นี่หว่า!
หลังจากนั้นความผิดพลาดร้ายแรงก็บังเกิดขึ้นเพราะความเคยชินแล้วดวงเฮง(ซวย)สุดๆ
อย่างที่นักเล่นคอมพิวเตอร์ทำกันครับ...จะรอไป shut down ทำไม? force มันเลย (โดยการกดปุ่ม power แช่ไว้)
Result:
เครื่องดับ
Steps taken:
กด power อีกครั้ง เพื่อทำการเปิดคอมพิวเตอร์
Result:
นิ่ง.....ครับ นิ่งเป็นศพเลย
Steps taken:
ด้วยความโปร ไม่panicเลย ถอดปลั๊ก power ออก ถอดแบตออก ทิ้งไว้สามสิบวินาที เพื่อคลายประจุ และก็ต่อ power กลับเข้าไปใหม่ แล้วก็กด power อีกครั้งอย่างใจเย็น
Result:
นิ่ง.....ครับ นิ่งเป็นศพ....
สัญชาตญาณบอกเลยว่า.... เอาแล้วไง!!!
วันรุ่งขึ้นไม่รอช้า เดินทางไปยังพันทิพย์พร้อม Laptop เจ้าปัญหา
แต่ทว่า...มันสายไปแล้วครับ
หลังจากช่างนำเครื่องเข้าไปยังห้องชันสูตร โดยใช้เวลาไป 30 กว่านาที แล้วก็เดินออกมา...
"ใครเป็นญาติกับ DELL by ICT"
"ผมเองครับ"
"ผมขอแสดงความเสียใจด้วย... Laptop ของคุณ มี line print ขาดในระดับ multiple layer และ multiple location รวมทั้ง chipset สองตัว ที่จะต้องเปลี่ยน... ไม่ทราบว่า คุณต้องการให้ซ่อมเลยไหมครับ"
"ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ครับ?"
"เดี๋ยวทางฝ่ายบัญชีของเราจะโทรไปแจ้งหลังจากเราทำการตรวจแบบ full scan อีกรอบแล้ว"
... 2 ชั่วโมงผ่านไป ...
"โหลๆ... ผมกำลังจะไปรับเครื่องที่ซ่อมไว้นะครับ ไม่ทราบว่าค่าใช่จ่ายเท่าไหร่"
"4990 บาทค่ะ" ! ตึ่งโป๊ะ!!!
เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหล่ะครับ
เรื่องจริงผ่าน Blog เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... "Don't trust DELL by ICT"
ข้อสังเกต:
1) Wlan ถูกติดตั้งมาอย่างลวกๆ ทำให้ card ไม่ได้ลง slot และไม่สามารถใช้งานได้ (ขาด Quality Check)
2) Battery ที่ติดมากับเครื่อง เป็นรุ่นที่ modify ให้มีกำลังไฟน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งใช้งานได้แค่ 40 นาทีสำหรับเครื่องใหม่ โดยถ้าซื้อจากอเมริกาจะสามารถใช้ได้ถึง 4 ชั่วโมงสำหรับงาน office ทั่วไป
3) Adaptor ที่ให้มาไม่ตรงกับ spec ของเครื่อง โดยมี Voltage ที่เท่ากัน แต่ Amp น้อยกว่าพอสมควร ทำให้ผู้ใช้มีปัญหาจุกจิกเช่น CDROM เด้งออกมาเอง และยังเป็นผลเสียระยะยาวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าในเครื่อง
ปัจจุบันเครื่องยังอยู่ที่ร้าน เพราะหลังซ่อม circuit แล้วต้องเข้าเครื่องล้าง แล้วก็อบอีก process นี้ใช้ระยะเวลา 2 ชั่วโมง เลยไม่รอ กลับบ้านก่อน
วันเสาร์ที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
เหตุผลดีๆของการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์
สงสัยมั้ย เพราะอะไร
ผมจะเล่าให้ฟังว่าอะไรทำให้ผมคิดอย่างนั้น
อย่างแรกเลย ผมเป็นอาจารย์ (เพราะอาชีพนี้เลือกให้ผมเป็น หรือ ผมเลือกที่จะเป็นอาชีพนี้ก็แล้วแต่) ผมได้พบว่า งานด้านการศึกษานั้น พัฒนาอยู่ตลอด ไม่หยุดนิ่ง ผมอาจไม่ใช่อาจารย์ที่สอนเก่งนัก ถ่ายถอดได้ไม่ดีนัก ให้กำลังใจนักศึกษาได้ไม่เท่าที่ควร แต่ผมก็คิดว่า อาชีพนี้เหมาะกับผมที่สุด ด้วยปัจจัยด้านพื้นฐานอาชีพแล้ว เลยทำให้การศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นหรือ? เปล่า ไม่ใช่ ไม่จำเป็น
อย่างที่สอง และคงจะเป็นเหตุผลหลักสำคัญที่สุด นั่นคือ ผมชอบคิด ชอบค้นคว้า และ ชอบประดิษฐ์ (แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมประดิษฐ์เป็นคือโปรแกรม) ผมได้ค้นพบว่า งานอีกอย่างที่สามารถทำได้คือ งานวิจัย (Research)
งานวิจัยอาจฟังแล้วเลื่อนลอย ดูไม่เห็นมีอนาคต ทำแล้วเลี้ยงชีพได้หรือ ถูกครับ ถ้าพูดอย่างนี้ในประเทศไทย วันนี้นักวิจัยยังไม่ใช่หน้าที่สำคัญในวงล้อธุรกิจ งานวิจัยยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ของที่วางตลาดวันนี้ก็คือของที่คนคิดนั่นแหล่ะ ไม่เกี่ยวหรอกว่าต้องเป็นประเทศแถบแสกนดิเนเวีย จึงจะทำรถได้ดี ต้องเป็นญี่ปุ่นจึงจะทำเครื่องไฟฟ้าได้สุดยอด ต้องอเมริกาถึงจะไปอวกาศ คนไทยก็ทำได้ ถ้ามีโอกาส และการสนับสนุนที่เหมาะสม
แล้วผมก็ยังทำวิจัยอยู่ แม้มันจะไม่ได้เงิน แม้ผมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินไปเข้าร่วม Conference เองก็เถอะ ผมก็ยังทำ แต่ผลงานวิจัยผมหยุดนิ่งไปตั้งแต่สามปีก่อนเมื่อผมพยายามหาทางเกี่ยวกับธุรกิจ เพราะท้อแท้จากการไร้แรงสนับสนุนไม่ว่าจากด้านไหนๆ ผมคงจะไม่มีกินเข้าสักวัน ก็เลยต้องไปลุยงานข้างนอก หาเงินอยู่พักใหญ่ จนได้พบว่า ไม่ใช่ ผมไม่ได้อยากเป็นนักธุรกิจ ผมไมได้อยากรวยขนาดนั้น
ปริญญาด้านวิทยาศาสตร์ และ ด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้อาเจ็กอาม่าหลายคนสงสัยว่า ทำไมผมจบมาแล้วผมซ่อมคอมเองไม่ค่อยเป็น กระทั่งซื้อของมาประกอบเครื่องเองยังทำไม่ค่อยได้ ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้จัก Slot ของ CPU ครบเลย RAM ก็ซื้อผิดๆถูกๆ เพราะผมไม่ได้ตามข่าวด้านนี้ แต่ถ้ามีเวลาได้อ่าน ก็จะรู้ว่าต้องซื้อยังไง
นี่ตะหาก สิ่งที่ท่านจะได้จากการเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ ปรับตัว เราไม่ได้เน้นลึกลงไปในทางปฏิบัต แต่เมื่อไหร่ต้องปฏิบัติ เราจะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์ เราจะพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกเรื่อง เพราะเราจะ **เรียนเป็น** นั่นต่างหากที่สำคัญ
เรา(ผม กับ ท่านผู้อ่าน)คิดคล้ายกันหรือเปล่า? ถ้าใช่เรากำลังมองการศึกษาในแนวทางเดียวกันอยู่กระมัง?ค้นพบตัวเองหรือยัง? แล้วที่ค้นพบนั้นใช่หรือเปล่า? หรือเป็นภาพสะท้อนของคนอื่นในความระลึกถึง?
ฟังแล้วก็น่าขำ เวลาใครบอกว่าจะไปไหนไกลๆ เพื่อค้นหาตัวเอง แต่สำหรับผม ผมไปไกลจากงานประจำที่ทำ ไม่ได้ไปไกลทางกายภาพ แต่แนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป จะทำให้เรารู้ว่าเราต้องการอะไร และ เป็นคนยังไง --- ท่านมีวิธีค้นหาตัวเองอย่างไร มาแบ่งปันกันหน่อยเพื่อเป็นวิทยาทานนะครับ
วันศุกร์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
เออ เรื่องอย่างว่าอ่ะแหละ
ไม่ได้หื่นกาม แต่เราว่า..เรื่องอย่างว่ามันสำคัญพอสมควร
อยากถามว่าพวกผุ้ชาย เวลามีอะไรกับผุ้หญิงเสร็จ ตัวเองอ่ะเสร็จ แต่ลองเช็คดูไม๊ ว่า คนที่เราทำมิดีมิร้ายไป เค้าไปถึงสวรรค์ชั้นที่ 30 กว่าๆ แบบเราป่าว?
ต้าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด้อย ของผุ้ชายหลายๆคน เพราะผุ้ชายเห็นแก่ตัว! เจี้ย! 555
เราก็ต้องดูด้วย ว่าเราอึดแค่ไหน ผุ้หญิงหลายๆคนเค้ากะว่า กุนั่งเกี่ยวก้อยเองดีกว่า ให้มันแทงๆ เสียวๆ 1 นาทีแล้วก็เสร็จ ... เซ็งจิตร หมดอารม!
ถ้าถาม เรื่องไซส์สำคัญไหม ต้าว่าสำคัญนะ แต่ไม่มาก..คือ ไม่อยากได้ใหญ่ แบบ ยัดที เหมือนโดนอัดด้วย ตอหม้อ หรือ เล็กไป ขนาด เสียบเข้าไปแล้ว กุว่า เป่าลมเข้าไปในช่องคลอดยังมันส์กว่า คือมันต้องพอดีๆ อย่าเอาตัวเองไปเทียบกับหนังโป๊ เพราะพวกนั้นเค้าคัดมาแล้วว่า เอาให้ใหญ่ ส่วนมาก พวกใหญ่ๆ แต่หน้าตา เห่ยๆ สังเกตุม๊ะ? มันก็เหมือน นม อ่ะแหละ ผุ้ชายบางคนชอบผุ้หญิง นมใหญ่ นม เล็ก ก็ว่ากันไป ...ก็นะ สรุป คือ มันมีหลายไซส์ พวกนู๋ๆ รับได้ ( ถ้าไม่ใหญ่เกินไป )
สรุปคือ อย่าคิดมาก ชิวิตมันสั้น ...จะปี้ ก็ปี้ให้รอบคอบ ใส่ถุง และอย่าเห็นแก่ตัว เราต้องเอื้อเฟิ้อเผื่อแผ่ กับคนที่นอนแผ่ให้เรา
จาก ..ผุ้หญิงตาดำๆ ฮ่าๆๆ
วันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
มารยาทบนโต๊ะอาหาร เหมือนจะง่าย แต่ไม่ง่าย เหมือนจะยาก แต่ก็ไม่ยาก
แรกสุดเลย พอไปถึงที่โต๊ะ ให้นำผ้าเช็ดปากมาวางไว้บนตักก่อนเลยค่ะ วิธีวางที่ถูกต้องคือ ต้องพับผ้าเป็นสามเหลี่ยม วางบนตักโดยเอาด้านที่ปลายพับชนกัน หันไปทางด้านนอกค่ะ (ถ้าเป็นร้านอาหารที่เราต้องสั่งเอง (ไม่เหมือนกับงานเลี้ยงที่เจ้าภาพสั่งไว้ให้แล้ว) ให้นำผ้าวางบนตักเสร็จแล้วจึงค่อยดูเมนูนะคะ)
มองลงไป ตายละ ส้อมมีดเต็มไปหมด ใช้อันไหนก่อนดี? อย่าเพิ่งตกใจค่ะ กฎง่ายๆคือ ใช้จากข้างนอกเข้ามาข้างใน
บางครั้งเราต้องสั่งเครื่องดื่มก่อน บริกรถึงจะยกแก้วมาให้ แต่บางที่แก้วจะวางอยู่ก่อนแล้วทางด้านขวาเหนือมีด แก้วที่วางอยู่นั้น ใบใหญ่สุดคือแก้วน้ำ แก้วที่ดูกลมๆป้อมๆคือแก้วไวน์แดง แก้วที่ออกเรียวๆยาวๆนิดนึงคือแก้วไวน์ขาวค่ะ
ทางซ้ายมือเยื้องไปทางด้านบนนิดๆคือจานใส่ขนมปัง ในนั้นจะมีมีดตัดเนยวางอยู่ค่ะ
ขนมปังมักจะเสริฟใส่ตะกร้ามาวางไว้ตรงกลางโต๊ะเพื่อให้แชร์กัน ถ้าเป็นคนที่สนิทกันหน่อย เรามาสามารถเริ่มทานขนมปังทันทีที่เสริฟได้เลย แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทหรือเป็นเจ้านายอะไรแบบนี้ ควรรอให้อาหารจานแรกขึ้นโต๊ะก่อนค่ะ
วิธีทานขนมปังนั้น ให้หยิบจากตะกร้ามาไว้ที่จานขนมปังของเรา โดยที่ห้ามย้ายจานขนมปังมาไว้ตรงหน้าเรานะคะ ปล่อยไว้ตรงนั้นแหละค่ะ บางที่จะมีเนยก้อนเล็กให้เราเลยคนละก้อน แบบนี้ก็สะดวกดีค่ะ แต่บางทีทางร้านอาจจะนำเนยก้อนใหญ่มาไว้ตรงกลางให้แบ่งกัน ให้เรานำมีดตัดเนยของเราไปแบ่งเนยจากก้อนตรงกลางมาในขนาดพอดีๆ มาวางไว้ตรงริมๆของจานขนมปังของเราแล้วค่อยตัดจากตรงนั้นมาทาขนมปังค่ะ อ่อ แล้วก็ห้ามนำขนมปังขึ้นมากัดเด็ดขาด เพราะจะดูไม่ดีอย่างมาก ให้ใช้มือฉีกขนมปังเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วเอาเนยทาแค่ชิ้นนั้น แล้วค่อยเอาเข้าปาก ถ้าขนมปังหมดแล้ว สามารถหยิบเพิ่มได้ค่ะ ไม่น่าเกลียด ถ้าหมดตะกร้าแล้ว สามารถขอบริกรเพิ่มได้ด้วยเช่นกันค่ะ
อาหารจานแรกที่เสริฟ จะเป็นซุปหรือสลัดหรือ appetizer อื่นๆ
ซุป - ให้ใช้ช้อนที่อยู่ทางขวามือ (หรือบางทีอาจมากับจานที่รองชามซุป) ตักซุปโดยการตักออกจากตัวค่ะ ถ้าต้องการจะทานขนมปังกับซุป สามารถทำได้โดยฉีกขนมปังเป็นชิ้นพอดีคำ วางลงไปในชามซุป และใช้ส้อมจิ้มขึ้นมาค่ะ ส้อมที่ใช้นี้จะเป็นส้อมอันเล็ก อยู่ทางซ้ายมือด้านนอกสุดค่ะ พอทานหมดแล้ว ให้วางช้อนไว้ในจานโดยหันชี้ไปทาง 10 นาฬิกาค่ะ
สลัด/appetizer อื่นๆ - ให้ใช้ส้อมและมีดขนาดเล็กที่อยู่อันนอกสุด วิธีจับมีดที่ถูกต้องคือต้องจับให้ปลายมีดอยู่ตรงฝ่ามือและนิ้วชี้จะต้องกดลงไปตรงสันมีดพอดีค่ะ พอทานเสร็จ ให้วางส้อมและมีดคู่กัน หันปลายไปทาง 10 นาฬิกาเช่นกันค่ะ
อาหารจากต่อมาคือ entrée (ออง-เทร) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า main course
อาหารประเภทเนื้อ/หมู/ไก่/เป็ด/แกะ - ให้ใช้มีดกับส้อมคู่ในสุดที่วางอยู่ได้เลยค่ะ ส้อมมีดคู่นี้จะใหญ่ หนัก และแหลมคมกว่าคู่อื่นๆทั้งหมด ... ส่วนวิธีตัดเนื้อที่ถูกต้องนั้นมีสองวิธีค่ะ
- แบบอังกฤษ (เป็นที่นิยมในหมู่คนไทย) - ให้ใช้ส้อมจิ้มไปทางด้านซ้ายสุดของชิ้นเนื้อ และมีดหั่นเนื้อทางด้านขวาของส้อม พอหั่นเสร็จ เนื้อชิ้นเล็กจะติดอยู่ที่ส้อม ให้นำเข้าปากได้เลย ระหว่างทานนั้นสามารถถือส้อมมีดค้างไว้ได้ แต่ไม่ควรเริ่มหั่นคำต่อไปจนกว่าจะเคี้ยวเนื้อชิ้นที่อยู่ในปากหมดค่ะ
- แบบอเมริกัน (ค่อนข้างวุ่นวายและไม่เป็นที่นิยม) - ให้ใช้ส้อมจิ้ม ไปทางด้านซ้ายสุดของชิ้นเนื้อ และมีดหั่นเนื้อทางด้านขวาของส้อม พอหั่นเสร็จ ให้วางมีดและสลับส้อมมาทางมือขวาแล้วจึงจิ้มเนื้อเข้าปากค่ะ หลังจากนั้นค่อยเริ่มหั่นใหม่ ทำแบบนี้ทีละคำค่ะ (วิธีวางพักมีด ให้ดูหัวข้อต่อไปค่ะ)
ไม่ว่าจะทำแบบไหน สิ่งที่ต้องจำไว้เลยก็คือ ต้องค่อยๆตัดเนื้อทานทีละคำ ห้ามตัดเนื้อทิ้งไว้ในจานเยอะๆ แล้วค่อยๆจิ้มทานเด็ดขาด เป็นการเสียมารยาทมากค่ะ
อาหารประเภทปลา - บริกรอาจนำมีดปลามาเปลี่ยนให้คุณ หรืออาจจะมีมีดปลาวางไว้บนโต๊ะอยู่แล้วก็ได้ มีดสำหรับปลานั้นปลายจะไม่แหลม และจะดูทื่อๆ ไม่คมเหมือนมีดตัดเนื้อ เพราะว่ามีดสำหรับปลานั้นแท้จริงแล้วไม่ได้มีไว้ให้ตัดปลา แต่มีเอาไว้ให้กดและแบ่งปลาเปนเส้นพอดีคำค่ะการพักมีดและส้อมนั้น สามารถทำได้โดยวางส้อมไว้ทางด้านซ้ายของจาน ส่วนมีด ให้วางเฉียงๆที่มุมบนขวาของจาน (อย่าบนมาก เดี๋ยวมันจะหล่น) โดยหันด้านคมมีดมาทางตัวเราค่ะ
เมื่อทานเสร็จแล้ว ให้นำส้อมและมีดวางคู่กันในจาน โดยหันชี้ไปทาง 10 นาฬิกาค่ะ
อาหารจานสุดท้ายคือของหวาน (ของโปรดจิ๊บ เย่ๆ)
ก่อนที่ของหวานจะขึ้นเสริฟนั้น แก้วไวน์จะถูกเก็บไปหมดเหลือไว้แต่แก้วน้ำ และบริกรจะย้ายช้อนและส้อมคู่เล็ก ขนานกันอยู่ทางด้านบนของจานมาวางไว้ทางซ้ายและขวาของจานค่ะ (บางที่อาจจะนำช้อนและส้อมมาวางใหม่เลยก็ได้) เราสามารถใช้ช้อนส้อมนี้ตามปรกติได้เลยค่ะ
บางครั้งเราอาจจะเห็นแก้วไวน์เล็กๆ (เล็กจริงๆ ประมาณว่า 2 ออนซ์) วางอยู่ทางขวาบน นั่นคือแก้วสำหรับ dessert wine ค่ะ
ชาและกาแฟอาจจะถูกเสริฟคู่กับของหวานเช่นกัน ถ้วยชากาแฟนั้นจะวางอยู่ทางขวาของเรานะคะ แล้วก็จะมีครีม นม และน้ำตาลให้เราเติมเองหรือไม่เติมก็ได้ ตามใจชอบค่ะ (ชานั้นเหมาะกับนม ส่วนกาแฟเหมาะกับครีมค่ะ ... จริงๆจิ๊บก็ไม่รู้หรอกข้อแตกต่างหรอกค่ะ พอดีจิ๊บดื่มใส่แต่น้ำตาล ไม่ชอบครีมกับนม) พอใส่ลงไปแล้ว ควรคนเบาๆ ระวังอย่าให้ช้อนไปชนขอบแก้วจนเกิดเสียงดังจนเกินไปค่ะ พอคนเสร็จแล้วให้นำช้อนวางไว้ที่จานรองแก้วก่อนที่จะยกแก้วขึ้นดื่มค่ะ
วิธีชงชานั้น เมื่อชาเข้มตามที่ต้องการแล้ว ให้นำถุงชาวางไว้บนช้อน พันเชือกรอบช้อนและถุงชา และดึงเพื่อบีบน้ำชาออกค่ะ (บีบลงถ้วยนะ) แล้วจึงค่อยๆนำถุงชาวางบนจานรองถ้วยชา แล้วค่อยเติมนมกับน้ำตาลค่ะ วางช้อนที่จานรอง แล้วจึงดื่มค่ะ
เมื่อทานเส็ดแล้ว ให้พับผ้าเช็ดปากสองทบ (เปนสี่เหลี่ยวจัตุรัสแบบลวกๆ) แล้ววางไว้ทางขวามือ เป็นอันเสร็จการรับประทานอาหารค่ะ
ข้อควรจำสำหรับมารยาทบนโต๊ะอาหาร
- ห้ามนำของส่วนตัวทุกอย่าง (มือถือ กระเป๋าตัง กระเป๋าถือ etc.)ไว้บนโต๊ะอาหารเด็ดขาดนะคะ
- อย่านำศอกวางไว้บนโต๊ะ เพราะมันดูไม่ดีค่ะ
- ห้ามเอามีดเข้าปากอย่างเด็ดขาด .. อันนี้สำคัญมาก เพราะว่า นอกจากจะเสี่ยงอันตรายจากการถูกมีดบาดปากแล้ว สำหรับโต๊ะอาหารแบบนี้ การเอามีดเข้าปากนี่เสียมารยาทอย่างร้ายแรงเหมือนกับการเอาช้อนกลางเข้าปากเลยล่ะค่ะ
- ถ้าต้องลุกจากโต๊ะระหว่างทานอาหาร ให้นำผ้าเช็ดปากพาดไว้บนที่วางแขนของเก้าอี้ ถ้าไม่มีให้วางไว้บนเก้าอี้ได้เลยค่ะ
- ถ้าเผลอทำของตกพื้น (มีด ส้อม ผ้า etc) ไม่ต้องเก็บค่ะ ปล่อยไว้แบบนั้นและเรียกบริกรมา เพื่อขอใหม่ค่ะ
เป็นยังงัยบ้างคะ ยากเกินไปรึเปล่าคะ? มันไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดหรอกค่ะ พอทำบ่อยๆเราก็จะคุ้นเคยและรู้สึกสนุกกับมันไปเองค่ะ การที่เรารู้เรื่องเหล่านี้ ทำให้เรามั่นใจในการเข้าสังคม (ประมานว่าไม่ต้องกลัวลาว) แถมยังสามารถทำให้คนที่คุณไปรับประทานอาหารด้วยประทับใจอีกด้วยนะคะว่าคนที่เค้ามาด้วยช่างดูดีมีมารยาทซะจริงๆเลย (แบบว่า พาออกงานไม่อายอ่ะคนเนี้ย!!!!)
Bon Appétit ค่ะ
วันอังคารที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
อย่าบอกเธอตอนนี้ว่ารักเธอ...
Download Song
Song name: บอกให้รู้ว่ารักเธอ
Artist: ดัง พันกร บุญยจินดา
Album : Hi-Soul
ไม่รู้ว่าเธอได้ยินมันบ้างหรือเปล่า เข้าใจไหม เข้าใจบ้างไหม
ถึงฉันจะไม่เคยกระซิบออกไป แต่ในใจตะโกนว่ารัก..
กี่ทีที่มองเบอร์เธอจนมันท้อ ว่าจะโทรไปแล้วก็กดทิ้ง
นอนไม่ค่อยหลับ มันคิดถึงจริงๆ แต่ยิ่งคิดยิ่ง...
กี่วาเลนไทน์แล้วนะที่ผ่านไป แต่ไม่เคยได้พูดให้เธอรู้
ทั้งที่พบกันบ่อย ทั้งที่คบกันอยู่ แต่ดูไกลออกไป
ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไป มันหวั่นไหว กลัวว่าในสักวัน เจอกับคำว่าสาย..
ไม่รู้ว่าเธอได้ยินมันบ้างหรือเปล่า เข้าใจไหม เข้าใจบ้างไหม
ถึงฉันจะไม่เคยกระซิบบอกไป แต่ในใจตะโกนว่ารัก
ที่รู้ก็คือว่าใจตัวเองของฉัน มันบงการให้สารภาพในความรู้สึกที่เก็บลึก
ให้เธอรู้วันนี้... ว่ารักเธอ
ฟังเพลงจากวิทยุที่เปิดไว้ พูดถึงคนๆ นึงที่ต้องช้ำ
ตอนที่มีโอกาส เขาก็ไม่ยอมทำ มัวแต่รออะไรก็ไม่รู้
เมื่อก่อนเคยคิดว่าพร้อมเคยบอกเธอ แต่ถ้าไปไม่ถึงคงปวดร้าว
หากว่าฉันได้บอก เธอคงพูดเบา มาบอกอะไรตอนนี้
ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไป มันหวั่นไหว กลัวว่าในสักวัน เจอกับคำว่าสาย..
ไม่รู้ว่าเธอได้ยินมันบ้างหรือเปล่า เข้าใจไหม เข้าใจบ้างไหม
ถึงว่าฉันจะไม่เคยกระซิบบอกไป แต่ในใจตะโกนว่ารัก..
ที่รู้ก็คือว่าใจตัวเองของฉัน มันบงการให้สารภาพในความรู้สึกที่เก็บลึก
ให้เธอรู้วันนี้... ว่ารักเธอ
เป็นคำๆ เดียวก็เท่านั้นเอง... พูดไปแล้วถ้าผลเป็นอย่างไร
คำตอบจากเธอจะดีร้ายเพียงไร ดีกว่าบอกไปตอนที่เธอไม่อยู่ฟัง
ไม่รู้ว่าเธอได้ยินมันบ้างหรือเปล่า เข้าใจไหม เข้าใจบ้างไหม
เธอจะเข้าใจบ้างไหม ที่ฉันไม่เคย... กระซิบบอกไป
ที่รู้ก็คือว่าใจตัวเองของฉัน มันบงการให้สารภาพในความรู้สึกที่เก็บลึก
อยากบอกเธอวันนี้... ว่ารักเธอ
อยากบอกเธอตอนนี้... ว่ารักเธอ
โอ้ละหนอ ห้องเงียบ เงียบฉี่ฉี่
ดูดีดี มีหื่น อยู่มากหลาย
หนึ่งหื่นนั้นไม่มีใครมาทำลาย
ดูคล้ายๆเมย์หื่นหมื่นแผ่นเอย
แสนสนุกสนานเริญสราญเข้าบอร์ดใหม่
บอร์ดที่ใครว่าแปลกหาใครเหมือน
ขอย้ำจงเข้าบอร์ดทุกทุกเดือน
จะย้ำเตือนทุกเรื่องราวน่าสนใจ
คุยเรื่องหื่นก็มีอาจารย์อ๋อง
คุยอย่างว่องอย่างไวกามแตกฉาน
คุยเรื่องหื่นทุกวันพาสำราญ
ต้องแต่งตั้งเป็นอาจารย์เรื่องหื่นไป
คุยเรื่องกล้องคุยลุงเจคนชอบส่อง
ยามคะนองส่องทุกทิศหวังเห็นผล
ทั้งข้างตึกซอกหลืบส่องทุกคน
ที่แท้จริง เป็นคน ชอบแอบดู
คุยกราฟฟิค คุยกับนนท์ คนเก่งรัก
คนชอบฟัก ยากหา ใครใครเหมือน
ยามได้เที่ยว ก้อจ้องฟัน ทุกทุกเดือน
นี่แหละเพื่อน นักฟัน ห้องคุยคอม
ถามเรื่องเรียน ถามคนนี้ อาจารย์หนึ่ง
สาวสาวดึง ให้สอน กันเป็นแถว
เป็นอาจารย์ เป็นเหมือน ดังเรือแจว
สาวสาวเข้า เป็นแถว รอให้ฟัน
ถามเรื่องกิ๊ก ถามจิ๊บ กิ๊กมากหลาย
เหล่าผู้ชาย หวังจ้อง เป็นกิ๊กหนอ
เพราะขาวสวย หมวยเอ๊ก จึงต้องรอ
คอยพนอ หวังรัก จิ๊บกลับคืน
มีอีกสาว สวยเอ็ก เด็ดสะเด่า
มีเรื่องเล่า มากมาย ให้ขับขาน
คือนิต้า สาวเก๋ หน้าสราญ
ยิ้มก็หวาน สวยนัก มาจีบกัน
พูดถึงนู ฉายา จอมหื่นเทพ
วันวันเสพ แต่หื่น แทนอาหาร
เป็นจอมหื่น สุดภพ พิสดาร
หากพบพาน ระวัง ติดหื่นเอย
วันจันทร์ที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ใหนๆก็ใหนๆก็หลวมตัวมาหละ
แต่ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมาคุยในห้องคุยเรื่องคอมพิวเตอร์อีก หลังจาก irc.au.ac.th ตัวสุดท้ายดับไป(หลังจากออดๆแอดๆไปทีละตัวสองตัว) ทุกคนก็กระจัดกระจาย จนเมื่อวันนึงได้คุยกับนนท์ นนท์ก็บอกว่าเค้ากลับมารวมตัวกันอีก Server นึงแล้ว ก็ไม่คิดนะว่าจะรวมตัวกันได้เยอะขนาดนี้ คนเก่าๆอยู่กันแทบครบ อบอุ่นเหมือนเดิม รู้สึกดีจริงๆ
ขอเริ่มต้น Blog ที่ผมเขียนด้วยการบ่นบ้าก็แล้วกันครับ
ระวัง !! คนหน้าเหลี่ยมกำลังจะกลับมา
50 Website ที่ออกแบบด้วย CSS อย่างสวยงาม ประจำปี 2006
50 Beautiful CSS-Based Web-Designs in 2006
ปล. สักวันหนึ่งผมจะ disign blog นี้ให้สวยงามไม่แพ้ใน 50 website นี้ให้ได้ อิอิ (ตื่นๆ เว๊ย)
How to: Be a Gentleman (on the first date, at least)
การที่จะไปทำความรู้จักกับผู้หญิงนั้น จิ๊บไม่ขอพูดถึงดีกว่า เพราะคงทำกันเองได้ มาที่เดทแรกเลยจะดีกว่า รู้รึเปล่าคะว่า first date is actually an interview. ผู้หญิงจะให้คะแนนทุกอย่างที่คุณทำเลยล่ะค่ะ เดทแรกนั้นควรจะเป็นที่ร้านอาหารที่คนไม่พลุกพล่านนัก และไม่ควรไปที่ประเภทโรงหนัง เพราะว่ามันทำให้คุณเสียเวลาในการทำความรู้จักสนิทสนมกับผู้หญิงไปเปล่าๆถึง 2 ชั่วโมง (ยกเว้นว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่คุณกะจีบเล่นๆ การเข้าโรงหนัง ดูหนังผี คงได้แต๊ะอั๋งกันได้ง่ายๆ) ถ้าอยากจะจีบเป็นแฟนจริงๆจังๆ ไปทานข้าวกันและคุยกันจะดีกว่าค่ะ
เริ่มแรกจากการเลือกร้านอาหาร ...
- ควรเป็นร้านอาหารที่คนไม่พลุกพล่านนัก เพราะว่าจะได้คุยกันได้สะดวก และโอกาศที่จะเจอคนรู้จักจะได้น้อยลงด้วย ลองนึกดูสิคะ ถ้าระหว่างเดท มีคนเดินมาทักทายคุณหรือผู้หญิงตลอดเวลา มันคงทำให้เสียบรรยากาศพิลึก และไม่แน่ เราอาจจะต้องชวนคนรู้จักมาร่วมโต๊ะด้วย เดทพังกันพอดี
- ไม่ควรเป็นร้านอาหารที่หรูหรา และราคาแพงจนเกินไป เป็นเพราะว่าอย่างแรก ร้านหรูหรานั้นทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าคุณเป็นพ่อบุญทุ่มจนเกินไป เหมือนกับว่าจะใช้เงินหลอกล่อ และอีกอย่างร้านอาหารประเภทนี้มีอุปกรณ์การรับประทานอาหารเยอะแยะไปหมด ไหนจะต้องมีมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ต้องทำตามอีกหลายอย่าง ถ้าผู้หญิงไม่ได้มาจากบ้านที่ฐานะดีที่เข้าร้านอาหารประเภทนี้เป็นประจำแล้วล่ะก็ จะทำให้เธอรู้สึกเกร็งไปหมด และยังทำให้เธอรู้สึกว่าต่ำต้อยกว่าผู้ชายอีกด้วย
- ไม่ควรเป็นร้าน fast food อย่างเด็ดขาด เพราะว่ามันทำให้รู้สึกว่าไม่ลงทุนเกินไปหน่อย ตอนจีบอ่ะ ขอดีๆกว่านี้หน่อย fast food น่ะ พอเป็นแฟนกันไปได้ซักพักนึง มันก็ได้ไปด้วยกันอยู่แล้วล่ะ
เมื่อไปถึงร้านอาหารแล้วต้องทำยังงัยต่อไป?
อย่างแรกเลย คุณผู้ชายต้องเปิดประตูให้ผู้หญิงเข้าไปก่อน ให้ผู้หญิงเลือกที่นั่งและเดินนำหน้าคุณผู้ชายไปที่โต๊ะ
เมื่อเลือกที่นั่งแล้ว ให้คุณผู้ชายเดินนำขึ้นไป และไปเลื่อนเก้าอี้ออกและเลื่อนเข้าให้ผู้หญิงนั่ง แล้วตัวเองค่อยเดินไปนั่ง ควรนั่งฝั่งตรงข้ามผู้หญิง อย่าเสร่อนั่งฝั่งเดียวกันเด็ดขาด มันทำให้การสนทนาเป็นไปได้ยาก ไม่เหมาะอย่างยิ่ง ก็บอกแล้วไงคะว่า first date is an interview.
เมื่อได้เมนูอาหารจากบริกรมาแล้ว ให้ฝ่ายหญิงได้เป็นฝ่ายเลือกก่อน คุณผู้ชายควรถามเธอก่อนว่าเธอจะทานอะไร และสั่งให้เธอ
อาหารที่ควรสั่งในเดทแรก (ถ้าไม่อยากทำอุบาทว์ให้เธอเห็นตั้งแต่เดทแรกล่ะก็นะ) ไม่ควรเป็นอาหารประเภทเส้นเพราะมันทำให้เลอะเทอะง่าย และไม่ควรเป็นอาหารทานยากประเภทกุ้งหรือปูที่แกะยากๆด้วยเหตผลเดียวกัน (ไอ่ของพวกนี้พอเป็นแฟนกันก่อนแล้วค่อยกินก็ได้)
ถ้าจะไปเข้าห้องน้ำ ให้พูดว่า "ขอตัวครับ" หรือ "ขอโทษนะครับ" แล้วลุกไป อย่างทะลึ่งไปบอกว่า "ไปห้องน้ำก่อนนะ หรือไปฉี่ก่อนนะ" ไม่มีคนอยากรู้ว่าคุณจะไปไหน ของพรรค์นี้มันรู้กันอยู่แล้ว พูดให้อุบาทว์เปล่าๆ เดี๋ยวเป็นแฟนกันแล้วค่อยพูดก็ได้ถ้าอยากพูด
ถ้าผู้หญิงลุกไปห้องน้ำ (หรืออาจจะไปโทรหาแฟนเก่า ฮ่าๆ) ตอนเค้ากลับมานั่ง ให้ลุกขึ้นไปดึงเก้าอี้ให้เค้า แต่ผู้ชายหลายคนอาจคิดว่า "เห้ย กูไม่ใช่บ๋อยนะเว่ย" ถ้าคุณคิดแบบนั้นก็ไม่เป็นไร แค่ลุกขึ้นยืนตอนผู้หญิงเค้าเดินมาและกำลังนั่งก็พอค่ะ
เมื่อถึงตอนเช็กบิล ถ้าคุณผู้ชายเป็นคนชวน คุณต้องเป็นคนจ่ายค่ะ ถ้าผู้หญิงจะช่วยจ่ายแต่คุณอยากจะจ่ายให้เธอจริงๆ ให้บอกไปว่า "เดี๋ยวรอบหน้าคุณค่อยจ่ายละกันนะครับ" แต่ถ้าเธอไม่ยอมจริงๆ ยังงัยก็จะช่วยจ่ายให้ได้ ก็ยอมให้เธอช่วยไปเถอะค่ะ และการตกลงเรื่องเงินนี้ ควรทำก่อนที่บริกรจะนำบิลมาให้ หรือตอนที่บริกรเดินไปแล้ว ไม่ควรยื้อแย่งกันต่อหน้าบริกรค่ะ
ถ้าร้านไม่มี service charge อยู่ในบิล คุณผู้ชายควรแสดงความมีมารยาทโดยการใส่ทิปไว้ที่ 10-15% ค่ะ แต่ถ้ามี service charge อยู่แล้ว จะใส่ลงไปเป็นน้ำใจแค่นิดหน่อยก็ได้ค่ะ ผู้หญิงเค้าจะได้ไม่คิดว่าคุณน่ะงก!!!
เมื่อลุกจากที่นั่งแล้ว ให้ฝ่ายหญิงเดินนำไปก่อน เมื่อไปถึงประตูร้านคุณผู้ชายค่อยเดินแซงไป เพื่อไปเปิดประตูให้ค่ะ
กรณีที่ต้องเดินขึ้นบันได (สมมุติร้านอาหารอยู่ชั้นสอง) มีกฏง่ายๆว่า ให้ผู้หญิงเดินนำขึ้นไปก่อน 2 ขั้น และถ้าผู้หญิงเดินอยู่ฝั่งซ้าย คุณผู้ชายต้องเดินฝั่งขวา ถ้าผู้หญิงเดินอยู่ฝั่งขวา ผู้ชายต้องเดินฝั่งซ้ายค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดผู้หญิงสะดุดล้มลงมา คุณผู้ชายจะได้รับได้ทันไงคะ
ส่วนการเดินลงบันได ผู้ชายต้องเดินนำลงมาก่อน 2 ขั้น และอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับผู้หญิงเช่นกัน ด้วยเหตผลเดียวกับการเดินขึ้นนั่นแหละค่ะ
พอออกจากร้านอารหารแล้ว ถ้าต่างคนต่างมาเอง ให้ไปส่งเธอที่รถ แต่ถ้ามาด้วยกัน ก็ให้เดินคู่กันไปที่รถของคุณ(หรือเธอ)ค่ะ เมื่อถึงรถแล้ว อย่าลืมเปิดและปิดประตูให้เธอด้วยนะคะ
สิ่งที่สำคัญที่สุด ลืมไม่ได้เลยคือ ระหว่างที่เดทกันตั้งแต่ต้นจนจบนั้น ห้ามใช้โทรศัพท์หรือปล่อยให้โทรศัพท์ดังเด็ดขาด เพราะมันเป็นการเสียมารยาทมากค่ะ ระหว่างที่คุณคุยโทรศัพท์อยู่นั้น ผู้หญิงจะรู้สึกขัดเขิลและรู้สึกเหมือนโดนทิ้งให้อยู่คนเดียวค่ะ
คุณอาจจะคิดว่า "การทำอะไรแบบนี้เป็นการสร้างภาพหลอกลวงผู้หญิงรึเปล่า?" คำตอบคือ "เปล่าค่ะ" ผู้หญิงทุกคนรู้อยู่แล้วว่า พอเป็นแฟนกันไปจริงๆ ทุกอย่างก็จะลดน้อยถอยลง มันเป็นเรื่องธรรมดาน่ะค่ะ แต่พวกเราแค่อยากรู้ว่า การที่คุณพยายามแบบสุดๆแล้วเนี่ย มันได้ถึงแค่ไหน ไม่ใช่มาวันแรกก็แย่ละ แล้วต่อไปตอนน้อยลง มันก็ต้องแย่กว่านี้อีก แบบนี้รับรอง ไม่มีเดทสองแน่ๆค่ะ บอกแล้วไงคะว่า first date is an interview. เพราะฉะนั้น คุณมีความจำเป็นที่ต้องทำให้ผู้สัมพาดพึงพอใจให้มากที่สุดค่ะ แล้วหลังจากนั้นจะเป็นยังงัยค่อยว่ากัน เหมือนตอนสมัครงานไง จะมีใครอยู่ๆจะโผล่ไปบอกว่า "ผมเป็นคนขี้เกียจสุดๆครับ" บ้างล่ะคะ? (ถึงบางทีมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆก็เหอะ)
ขอโชคดีในเดทแรกครั้งต่อไปนะคะ =)
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
nOngJibZ` : "Blog Tag" โดนพี่นนท์(นาโน) tag มา
ก็ลองอ่านดูแล้วก็ย้อนไปอ่านของคนที่ tag พี่นนท์มา เลยพอรู้ว่า ให้เขียนเรื่องอะไรก็ได้ของตัวเองมา 5 เรื่อง อืม น่าสนใจดี
เมื่อกี๊เพิ่งถามพี่นนท์เพื่อความแน่ใจว่า จิ๊บเข้าใจ "blog tag" ได้ถูกต้องรึเปล่า แบบว่างง ไม่เคยรู้จักมาก่อน อีกอย่าง "เรื่องอะไรก็ได้" ของพี่นนท์เนี่ย มันมีแต่เรื่องคอมล้วนๆเลยไม่แน่ใจ เลยได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า พี่นนท์นี่เป็นระดับชั้นที่ 8 ของการ tag blog ของประเทศไทย อ่า .. ดีเลย แบบนี้จิ๊บก็ชั้นที่ 9 สิ เลขสวย อิอิ
1. เริ่มจากเรื่องของคอมพิวเตอร์ก่อนละกัน ไหนๆมันก็เป็น #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ ... จิ๊บมีโอกาศได้จับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกในชีวิตตอนอยู่ชั้นป.1 แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร แค่เด็กเล่นธรรมดาๆ ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น ประมานป.5 ได้มีคอมพิวเตอร์ที่บ้านเป็นของตัวเอง และได้ไปเรียนคอมพิวเตอร์จริงๆจังๆเป็นครั้งแรก และที่โรงเรียนสอนคอมนั้น จิ๊บก็ได้ทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า internet ด้วย สมัยนั้น internet ยังไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลาย ทั้งโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ มีห้องของอาจารย์เจ้าของโรงเรียนคนเดียวที่มี internet จิ๊บได้ลองเข้าไปนั่งเล่นดู และได้ลอง chat online เป็นครั้งแรก โปรแกรมที่ใช้ตอนนั้นเป็น netmeeting version พระเจ้าเหา ซึ่งพูดจริงๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะมันดันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด คนเล่นมันก็พิมพ์แต่ภาษาอังกฤษ ... อ่อ ตอนนั้นได้เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ครั้งแรกในชีวิตด้วย เกมส์ที่เล่นคือเกมส์ SimCity2000
2. เริ่มเล่น IRC ครั้งแรกตอนอายุ 14 เพราะตอนนั้นไปอยู่ Singapore แล้วโคดเบื่อ ไม่รู้จะทำอะไร พอได้ซื้อคอมติด internet เลยลองเล่น irc ดู เล่นจนติด ไม่หลับไม่นอนเล่นถึงเช้าแล้วค่อยไปเรียนหนังสือ ตอนนั้นใช้ nick ว่า JibNarAk แต่ใช้ไปนานๆ คนฮาเยอะ จริงๆก็เริ่มอายตัวเองแล้วด้วย เลยเปลี่ยนเป็น nOngJibZ` แทน แล้วการเล่น irc ก็ทำให้จิ๊บพิมพ์สัมผัสได้ (เหมือนพี่นนท์เลยเนอะ) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ที่คิดว่าเด็ดกว่าคือ จิ๊บมั่วพิมพ์ภาษาไทยเอง คือคีบอร์ดที่จิ๊บหัดพิมพ์ภาษาไทยนั้นไม่มีแป้นภาษาไทย และจนทุกวันนี้คีบอร์ดของจิ๊บทุกอันที่ใช้มาก็ยังไม่มีอักษรภาษาไทยเลยซักอัน มีแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น
3. จิ๊บ obsessed กับสีชมพู ของรอบตัวจิ๊บเกือบทุกอย่างเป็นสีชมพู ของบางอย่างไม่น่าจะเป็นสีชมพูก็ยังอุตส่าเป็นสีชมพูได้ เช่น กล้อง โทรศัพท์มือถือ ipod(ติด bling bling เป็นสีชมพูทั้งอัน) และล่าสุดเพิ่งได้มาคือ laptop สีชมพู แต่สิ่งที่ไม่เคยคิดทำเลยคือการทำผมสีชมพู รู้สึกเสร่อมาก ... anyway, จิ๊บเคยคิดว่าถ้าเราอายุ 60 แล้วยังชอบสีชมพูอยู่ ลูกหลานมันจะว่าไงกันวะ?
4. ชีวิตรักที่เศร้าที่สุดในชีวิตจิ๊บคือ จิ๊บหลงรักผู้ชายคนนึงสมมุติว่าชื่อพี่ P ตอนจิ๊บอายุ 15 และเค้าอายุ 19 เค้ามองว่าจิ๊บเป็นน้องอยู่ตลอดเวลา ที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะ น้องชายเค้าสมมุติว่าชื่อคุณ H (ไม่ได้มาจาก "เหี้ย" นะ อย่าเข้าใจผิด) เสือกมาชอบจิ๊บซะงั้น พี่มันก็เลยเชียใหญ่เลย อารมณ์แบบว่าอยากได้เราเป็นน้องสะใภ้ (ไม่รู้หรือไงวะ ไอ่โง่ กูอยากได้มึง ไม่ได้อยากได้น้องมึง!!) แต่จิ๊บก็ยังคุยกับพวกเค้าทั้งสองคนอยู่ตลอดนะ และก็ได้รู้ว่าคุณพี่ P ก็เป็นโสดอยู่ตลอด ผ่านไป 7 ปี วันนึงจิ๊บไปเดท (รอบที่ล้านห้า) กับคุณ H อยู่ๆเค้าก็บอกว่าพี่ P ออกเทปแล้วนะ จิ๊บก็อึ้ง แต่ก็ไปซื้อด้วยกัน พอซื้อเสร็จ มีเรื่องอึ้งที่สอง คุณ H บอกจิ๊บว่า พี่ P มีแฟนแล้วนะ แฟนเค้าหน้าเหมือนจิ๊บเป๊ะเลย ...... เศร้าโคดไม๊ล่ะ?
5. เสป๊กผู้ชายที่ชอบ บอกดีไม๊เนี่ย บอกไป เดี๋ยวพี่ๆที่ไม่ได้อยู่ในเสป๊กจิ๊บจะอกหักป่ะเนี่ย ฮ่าๆ ... ชอบผู้ชายผอมๆ หน้าสวยๆ (กรุณานึกถึง กอล์ฟ-ไมค์ ตั๊กกี้ ยามาพี) ต้องตัวผอมแต่กล้ามๆหน่อยด้วยนะ ไม่ใช่ผอมแห้งเป็นตะเกียบ และที่สำคัญต้องแรงเยอะดูขัดกับตัวที่ผอมๆ รู้สึกว่าผู้ชายผอมๆแต่มีแรงมัน turn on กว่าผู้ชายล่ำๆแล้วมีแรง (coz that's too predictable, isn't it?)
อ๊ะ 5 ข้อแล้วหรอ ตอนแรกคิดว่าไม่รู้จะเขียนอะไร ไปๆมาๆ เออ รู้สึกเหมือนยังมีเรื่องอยากเขียนต่อแฮะ แต่แบบมันได้แค่ 5 ข้อนี่เนอะ
งั้นขอ tag ต่อเลยละกันนะคะ:
1. gurateto
2. FFw
3. bebeam
4. Bank
5. ][M]3an
"Blog Tag" โดนจนได้ซิ
ผมต้องเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง 5 เรื่อง อะไรก็ได้ แล้วก็ Tag ต่อไปอีก 5 คน ใครยังไม่โดน เตรียมตัวซวย อิอิ
- ทำไมผมถึงใช้ nick MP3WizarD ต้องขอย้อนไปสมัยเล่น IRC ใหม่ๆ ช่วงนั้นยังหา nickname มาแทนตัวไม่ได้สักที จนได้ไปเจอกับ รุ่นพี่คนนึงชื่อ font ใช้ nick ว่า IRCWizard เราก็เออ.. เท่ห์ดีว่ะ.. ลงท้ายด้วยคำว่า "WizarD" แล้วเราจะขึ้น prefix ว่าเยี่ยงไรดีเนี่ย... มานั่งมองตัวเอง.. เออ เก็บเพลงไว้เยอะ (mp3 เถื่อนทั้งนั้น) ใครขอเพลงอะไรเราก็หาให้ได้ เอาชื่อนี้ละกัน เหมาะกับตัวเองดี... ก้เลยมาเป็น MP3WizarD เนี่ยแหละครับ
- เริ่มจับคอมพ์ครั้งแรกตอนช่วง ม.5 ตอนปลาย แล้วก็เริ่มเล่นเนตตอน ม. 6 เทอมต้น แรกๆ ก็เล่นอะไรไม่เป็นหรอกครับ แต่ชีวิตมาเปลี่ยนไปเมือ่เพื่อนมาสอนเล่น IRC เลยหัดจีบสาวตั้งแต่นั้นมา.. เข้าห้องนู้น ห้องนี้ เต็มไปหมด (พิมพ์สัมผัสได้ก็เพราะ IRC เนี่ยแหละ) สุดท้ายก็หลงเข้ามาในห้อง #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ เนี่ยแหละครับ... จนเรียนจบ IRC Server ก็พังๆ ดับๆ สุดท้ายก็สลายโต๋กันไป แต่ก็ยังติดต่อกันทาง msn messenger อยู่เนือยๆ
- ชีวิตผมชอบอยุ่กับคอมพ์ วันไหนไม่จับแล้วจะลงแดง แต่สุดท้าย สอบป.ตรี ไม่ติดภาคคอมพ์ตามที่คาดหวังไว้ ได้ไปเรียนจิตวิทยาแทน.. แต่ชีวิตผมก็ไม่เคยห่างเหินจากคอมพ์ตลอดมา.. ได้ความรู้ใหม่ๆ ได้เล่นอะไรสนุกๆ เฉียดคุกก็เคย จากเพืื่อนๆ ในห้อง #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนั้นเลย จนปัจจุบัน เรียนต่อโท ได้มาอยู่ภาคคอมพ์ เสียที... แต่ก็ไม่สนุกอย่างที่คาดหวังไว้แฮะ
- ผมถนัดคอมพิวเตอร์ ด้านไหน? ชีวิตผมหันเห มาด้าน graphic เป็นหลัก จริงๆ เมื่อก่อนสนุกับด้าน Security Network มากๆ เพราะเห้นเพื่อน เจาะนู่นเจาะนี่ สนุกดี ตื่นเต้น บางคืนไม่หลับไม่นอน มานั่งไล่ค้น server ชาวบ้าน bug อะไรใหม่ (ในไทย เก่าเมืองนอก) ขุดมาเล่นกันให้วุ่น แต่แล้วมันก็ไม่มีงาน ไม่มีเงินให้ทำได้จากงานด้านนี้ (ณ เวลานั้น เรื่อง security ในเมืองไทยยังไม่ boom มากนัก) ผมเริ่มมีงานด้าน graphic เข้ามา บ้าง ในฐานะที่่ใช้คอมพิวเตอร์คล่อง.. ก็เลยเริ่มหัด Photoshop เป็นอันดับแรก จากคนที่โง่ Art มาก..(สมัย ประถมเรียนแค่พอผ่านไป) จนค่อยๆ อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งมากขึ้น (ใน #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นมีคนทำ graphic อยู่ 1-2 คนเอง) จะได้มีคุณค่าในห้องนี้มากขึ้นบ้าง... (ตอนนั้นคิดแค่นี้จริงๆ ) จากนั้นก็เริ่มหัดด้าน Graphic มาตลอด (ประมาณช่วงเรียนปี 3) จนเรียนจบ มาเริ่มทำงานประจำ งานแรกก็สมัคร Graphic Design เนี่ยแหละครับ.. จนต้องเจอเรื่องที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอีก Step นึง
- จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกหนึ่งอย่าง คือ ได้มาสัมผัสกับเครื่อง Apple ครั้งแรกที่ไปสัมภาษณ์งานค่อนข้างมั่นใจตัวเองพอสมควรในเรื่องของ Photoshop มาเถอะ ให้ทำอะไรทำได้หมด di-cut รูป retouching มั่นใจพอตัว.. พอได้ test งานเท่านั้นแหละครับ อึ้ง... โดนให้ทดสอบงานบนเครื่อง Apple จับมันครั้งแรก งง ครับ ไรว่ะ มีปุ่มเดียว แล้วที่เคยกดคำสั่งด้วย click ขวา ทำไงเนี่ย menu ต่างๆ ก็เปลี่ยนไปหมด shortcut key กดไปก็ไม่ติด (บน windows ใช้ ปุ่ม crtl เป็นหลัก บน mac os ใช้ ปุ่ม command เป้นหลัก) ตายๆ นั่งใบ้ครับ..ทำได้นิดๆ หน่อย แล้วพอถึงทดสอบ Illust ก็เดี้ยงไปเลย... สุดท้าย แห้วครับ... แต่พอวันถัดมา อยู่ดีๆ มีบริษัทอีกบริษัทโทรมาตามให้ไปสัมภาษณ์งาน แล้วก็เลยได้ทำงานแรกที่ใหม่นั่นแหละ... แต่ด้วยความแค้นฝังหุ่นของผม เลยเริ่มอ้อนท่านแม่ ให้ซื้อเครือ่ง apple ให้ ขอเป็น laptop ละกันพกสะดวกดี เลยได้มาจบที่ ibook G4 800 MHz วันนั้นหมดไป ห้าหมื่นกลางๆ (ซื้อ TSP ด้วยหละ ได้ mouse bluetooth มาอีกตัว เสียดายถ้าขายทิ้งซะ คงถอนทุนคืนได้เยอะ mouse อะไรไม่รู้จับแล้วโคตรเมื่อยมือเลย ปัจจุบันผมคิดว่าเป็น product apple ชิ้นเดียวที่ผมจะไม่ขอเสียตังค์ซื้อ) จากนั้นก็นั่งศึกษามันมาตลอด เริ่มรู้จักผู้คนมากขึ้นที่ใช้ Apple เลยบอกได้ว่า "สังคม Apple เมืองไทยเป็นสังคมที่อบอุ่น" ครับแต่ในปัจจุบันเริ่มไม่เป็นแบบนั้น.. ซะแล้วซิ พวกเกรียนๆ เริ่มมากขึ้น webboard เริ่มเละ พวกเก๋าๆ เริ่มเบื่อ แล้วก็หายไปจาก webboard (มันก็เลยไม่อบอุ่นดังเคย)
มาถึงช่วง Tag ต่อ 5 คน
1. Some[1]
2. [Tu]
3. Anu (มนุษย์เงินเดือน อนาคตไกล)
4. nOngJibz (โดน tag ยังหว่า)
5. PRL (มาร่วยชะตากรรมด้วยกันเถอะเฮีย)
นึกออกแค่นี้อ่ะ ที่เขียน blog กัน
updated link URL ไปรายชื่อผู้ที่โดน tag แล้วค๊าบ...
Blog Tags, Some[1] (aka I`nU`j`Za)
เริ่มเรื่องแรกจาก ..
1. #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ก่อนเลย ..
เชื่อมั้ยก่อนหน้าที่จะเข้า IRC ผมคิดว่า ผมจะไม่เข้า IRC เพราะตอนนั้น มองโลกด้านเดียวมากๆ แล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ซักเท่าไหร่ ทำให้ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองในการที่จะมีเพื่อนใหม่ๆ .. ตอนนั้น ใช้แค่ ICQ เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ แล้วก็หาหญิงจีบไปตามประสา อยู่ประมาณ 1 ปี .. แล้วเป็นช่วง ICQ ซบเซามากๆเพราะการมาของ MSN หรืออย่างไรจำไม่ได้ .. ทำให้ตัดสินใจเข้ามา join IRC ไม่รู้ทำเข้า irc.au.ac.th แต่ก็เข้าเป็น server แรกที่เข้า จำได้ว่า list ชื่อห้องดูแล้วแบบว่า เข้าไม่ถูกไม่รู้จะเข้าห้องใหน เข้าไปแล้วก็ไม่รู้จะคุยกะใคร มันคุยเรื่องไรกัน .. มันยังไงอะไร เปลี่ยน nick ก็ไม่เป็น โง่คั่กๆ อ่ะนะ เข้ามาไม่นานแล้วก็ออก เพราะตอนนั้นมี ห้องพวก "ขาย" แล้วก็"จีบกัน" เยอะมากซึ่งมันเป็น point ที่ทำให้ไม่อยากเข้ามาใน IRC มันน่าเบื่อ .. อยากหากลุ่มคนที่คุยกะเรา ในเรื่องเดียวกะเรา คุยภาษาเดียวกับเรา .. หลังจากออกไปได้ซักพักก็กลับเข้ามาใหม่ list ห้องใหม่ ก็เจอ ห้อง #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ .. ก็เลยลองเข้ามา .. แล้วนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น .. ของการเป็นสมาชิกห้องนี้ .. :)
8 ปีได้แล้วมั้งครับที่อยู่กับห้องนี้ .. มีอะไรก็คุยกะห้องนี้ มีแฟนก็มีแฟนเป็นคนในนี้ มีเพื่อน ที่จะเรียกว่าเพื่อนสนิทก็ได้ ก็ห้องนี้ พูดง่ายว่า 80% ของชีวิตผมในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา อยู่ในห้องนี้ ..
คำพูน บุญทวี เคยกล่าวไว้ว่า .. ข้าเกิดที่ใหน ข้าก็เป็นคนของที่นั่น .. ผมก็คงต้องบอกอย่างนั้นว่า
จิงๆผมไม่ค่อยชอบให้ใครมารู้เรื่องของผมมากเกินไปนักหรอกนะคับแต่ว่าในเมื่อกติกาเค้าว่ามาอย่างนั้นก็คงให้รู้ได้เท่าที่รู้ๆกันอยู่ก็แล้วกันเพราะ คนเราต้องมีเรื่องส่วนตัวกันบ้าง (ยังเหลืออยู่บ้างมั้ย !?!?)
เกิดปี.. 2523 เดือน เมษายน วันที่ เค้าเล่นสาดน้ำกัน ..
เกิดที่.. จังหวัด ลำปาง เด็กบ้านนอกคับผม
อาชีพ.. มนุษย์เงินเดือน ใช้คอมเป็นอุปกรณ์หลักในการหากิน
ข้อดี.. ไม่ค่อยมีหรอกคับ แต่มีข้อนึงที่ใช่แน่ๆ คือ ผมใช้สมองกับเรื่องทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ข้อเสีย.. ก็มาจากข้อดีแหละคับ ผมกลายเป็นคนคิดมากในหลายๆครั้ง, ปากเสีย ฯลฯ
ความฝัน .. อยากเป็น IT Security Specialist เก็บเงิน เปิดร้านกาแฟ เล็กๆ มีหนังสือให้คนมานั่งอ่านจิบกาแฟ แค่นั้นก็พอแล้ว
พอละรู้แค่นี้ก็พอละ
3. ทำไมต้อง Some[1] ..
ผมไม่ได้ตั้งชื่อนี้เท่ห์ๆ แบบสิ้นคิดนะคับ โจทย์ตอนตั้ง nickname นี้คือ "อะไรคือสิ่งที่คนเราต้องการมากที่สุดในชีวิต" ตอบกันว่าอะไรบ้างคับ ?? ไม่รู้หล่ะนะ สิ่งที่ผมตอบตัวเองตอนนั้นคือ "ใครซักคนที่เข้าใจเรา" "ใครซักคน" Someone แต่เขียน Someone แม่งเห่ยครับ .. ต้องให้มัน Geek หน่อย ใส่ Array เข้าไปคับเรียน Comp Science มันต้อง Coding ต้องแบบนี้!! Some[1] .. ;) ก่อนหน้านี้ผมเคยใช้ชื่ออื่นมาเยอะ แต่มันไร้ความหมายคับ ใช้เป็น handle ชิวๆ ไปงั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่บ้าง .. เช่น I`nU`j`Za, j]X[treme .. แต่จิงๆมีชื่อที่ใช้งานอยู่ด้วยแต่ไม่อาจบอกได้ คับผม ;) นานน๊านจะใช้ซักทีขอมีความลับกันบ้าง
4. Civic Coupe, Olympus Evolt-500
ที่ว่ามาคือของรักของหวงเสียอะไรเสียได้ อะไรหายก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าสองอย่างนี้เป็นอะไรไป .. ผมคงไม่ให้อภัยตัวเอง .. อย่างแรกผมเรียกว่า "ลูกสาว" อย่างที่สองผมเรียกว่า "โลก"
ทำไมเรียก "ลูกสาว" ผมรักรถคันนี้มากคับไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ผมนั่งมองรถคันนี้จอดอยู่เฉยๆได้ทั้งวัน โดยที่ไม่ลุกไปใหนก็แล้วกัน มองแล้วสบายใจ (ถึงบางครั้งจะมีเรื่องให้ต้องเสียเงินบ้างก็เหอะ) ถ้าเค้าอยู่ดีมีสุข สมบูรณ์ ผมก็พาเค้าไปเที่ยวใหนต่อใหนกับผมได้ ผมก็มีความสุข(แต่บางทีก็หมดปัญญานะ - -') จะว่าไปที่เห็นผมพูดบ่อยๆว่าผมรักรถมากกว่าแฟน .. ผมบอกว่าผมหมายความตามที่พูดจิงๆคับ
ส่วน "โลก" .. ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวใหนต่อใหนแบบเด็กคนอื่นๆหรอกคับ เนื่องจากที่บ้านผมไม่ชอบเที่ยวกัน ก็ได้แต่อยู่กับบ้าน อยู่กับจินตนาการ และโลกข้างนอกที่ได้เห็นจาก TV ก็เท่านั้น (สมัยที่ยังไม่มี internet) ผมเพิ่งจะได้เริ่มเที่ยวเมื่อประมาณปีกว่าๆ ตอนที่คบกันผู้หญิงที่ผมรักรองจากแม่ของผมหน่ะแหละคับ พอเริ่มเที่ยว แต่ยังไม่มีกล้อง .. ภาพประทับใจก็ได้แต่อยู่ในความทรงจำ แล้วก็เลือนหายไปตามกาลเวลา .. "โลก" ที่ผมเห็นก็หายไปกับกาลเวลาไปด้วย .. ผมไม่อยากให้มันหายไป ผมอยากจะจดจำสิ่งเหล่านั้นไว้ นานๆ เพราะมันเป็นความประทับใจ .. เชื่อมั้ยถ้าหยิบรูปที่ผมถ่ายขึ้นมาให้ผมดู ผมสามารถบรรยายได้ถึงความรู้สึกในช่วงเวลาที่ผมถ่ายรูปใบนั้นๆ อย่างชัดเจนเลยหล่ะ นี่แหละ"โลก"ของผม "โลก" ในแบบที่ผมเห็น
5. อยากจะบอกทุกๆคนว่า ..
มนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอคับ .. มนุษย์ไม่ได้มี เขี้ยวเล็บ หรือ พละกำลังที่มากมายแต่อย่างใด .. ถ้าลองจับมนุษย์ธรรมดาซักคนนึงที่ไร้ซึ่งอาวุธใดๆ ไปสู้กับสัตว์ที่ดุร้ายซักตัวหนึ่ง ในห้องเปล่าๆ ที่ปิดตาย.. ผลลัพธ์ที่แน่นอนคือมนุษย์เป็นผ่านพ่ายแพ้ .. แต่ธรรมชาติไม่ได้โหดร้ายกับมนุษย์ ที่ไม่ได้ให้อาวุธในการต่อสู้กับสัตว์ร้าย แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ธรรมชาติได้ให้ อาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดแก่มนุษย์ นั่นคือ .. สมอง .. ที่ทำให้มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ และครอบครองดาวเคราะห์สีน้ำเงินใบนี้ .. ผมเลยอยากจะบอกทุกคนว่า .. ให้ใช้สมอง .. กับทุกๆสิ่งๆ ที่เข้ามาในชีวิต อย่าปล่อยสิ่งต่างๆผ่านไปโดยไม่ถูกคิด วิเคราะห์ และ แก้ไข .. วิธีการใช้สมอง ทำอย่างไรผมคงไม่ต้องพูดเพราะมนุษย์มีมากประเภท ต้องไปหาวิธีกันเอาเอง
ศาสตราวุธใดๆที่ไม่ได้หมั่นใช้ย่อมขึ้นสนิมและไม่สามารถใช้ได้ในที่สุด .. สมองก็เช่นกัน ..
ฝากไว้เท่านี้คับ
Some[1] (aka I`nU`j`Za)
(http://lightnrythm.multiply.com/)
Tags List, จิงๆไม่ได้อยากรู้หรอก แต่ว่า .. มันเป็นธรรมเนียมของ Blog Tag นี่นะ
ICQ678945 (พี่อั้ม)
ตูโดนไปแล้ว กรุณาไปตามที่ Tags กันที่
http://scriptdd.com/ctdd/web/contentlist.php?c=2&id=132
Anu (น้องนู)
[M]ihawk (น้องเอส)
``[n]iTa- (น้องต้า)
mOtz (นู๋ม๊ด)
เท่านี้ครับ
