วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐

เรื่องของ "น้องสาว"

วันนี้จิ๊บจะมาเล่าเรื่องที่ผู้ชายและผู้หญิงไทยส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องน่าอายไม่ควรเอามาพูด เพราะไม่มีคนเอามาพูดกันเท่าไหร่จึงไม่ค่อยมีคนที่มีความรู้ด้านนี้ จริงๆจิ๊บก็ไม่ได้อยากจะมาเขียนเรื่องแบบนี้หรอกนะคะ อายเป็นเหมือนกัน แต่พอดีเมื่อหลายวันก่อน มีพี่ผู้ชายเค้า request มา คือ เค้าอยากรู้เรื่องพวกนี้ ซึ่งจิ๊บก็ว่า รู้ไว้ก็ดีเหมือนกัน ก็เลย ok มาเขียนก็ได้



เรื่องเริ่มมาจากคำถามของพี่คนนึงที่ว่า "ทำไมตรงนั้นของผู้หญิงบางคนถึงมีกลิ่น" (และเรื่องก็เลยร่ายต่อไปอีกยาว)
อย่างแรกเลย ต้องถามกลับไปก่อนว่า "ไปเดินมาทั้งวันหรือว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ?" ถ้าไปเดินมาทั้งวัน มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะ เพราะมันเป็นธรรมชาติที่คนเราจะมีเหงื่อไคลในทุกส่วนของร่างกาย แบบนั้นวิธีแก้ง่ายๆ ก็อย่าเพิ่งไปทำอะไรกัน ไปอาบน้ำกันก่อนดีกว่า (หรือถ้ารีบทำมาก ก็อย่าเอาหน้าไปใกล้ๆมัน ก็แค่นั้นเอง)

แต่ถ้ากรณีที่อาบน้ำเพิ่งเสร็จ ก็ยังมีกลิ่น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปว่ามันเป็นกลิ่นแบบไหนกันแน่
ปกติแล้ว ส่วนนั้นของผู้หญิงจะมีกลิ่นอ่อนๆ (เคยได้ยินมาว่า มันเป็นกลิ่นที่เร้าอารมตามธรรมชาติ .. แต่ความจริงเป็นไงจิ๊บไม่รู้นะเว่ย ไม่เคยไปดมของใคร ฮาๆ) แต่ถ้ากลิ่นมันแปลกมากๆ มักจะมีตกขาวที่ผิดปรกติร่วมด้วย



ตกขาวคืออะไร?
ตกขาวคือสารคัดหลั่งที่ไหลออกมาทางช่องคลอด เป็นส่วนนึงในการระบบทำความสะอาดร่างกายตัวเองของระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ตกขาวที่ปกตินั้นจะมีลักษณะขาวข้น เหมือนแป้งละลายน้ำ มีกลิ่นเปรี้ยวนิดๆ และไม่ทำให้คัน


แล้วตกขาวผิดปรกติล่ะ?
ถ้าสีออกเหลืองๆนิดๆ หรือมีปริมาณมาก และทำให้คันนั้น แสดงว่าเกิดการติดเชื้อในช่องคลอด เชื้อที่ติดโดยทั่วไปนั้นคือเชื้อรา หรือที่เรียกว่า yeast infection
ถ้าแฟนของคุณมีอาการแบบนี้ ขอให้คุณผู้ชายอย่าเพิ่งตกใจว่าแฟนกูเป็นกามโรคหรืออะไร

ในช่องคลอดของผู้หญิงนั้น จะมีเชื้อตามธรรมชาติอยู่ 2 ชนิด ซึ่งก็คือ yeast กับ bacteria (เหมือนกับ bacteria ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่น่ะแหละ) เชื้อทั้ง 2 ชนิดนั้น จะอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล แต่ถ้าสมดุลเสียแล้ว จะทำให้ yeast ขยายพันธุ์เร็วกว่า bacteria อย่างมาก ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า yeast infection (ภาษาไทยเรียกว่า ติดเชื้อรา ซึ่งฟังดูน่ากลัวกว่ามาก) ซึ่งทำให้เกิดตกขาวที่ปรกติ และมีอาการคัน

สิ่งที่ทำให้เสียสมดุลมีดังนี้ (หรืออาจมีมากกว่านี้)
1. สบู่ AKA สิ่งที่สะอาดเกินไป ... ฟังแล้วตกใจไหมคะ? คือว่าอย่างนี้ การถูสบู่ซึ่งมีภาวะความเป็นด่างสูงตรงนั้นมากๆ ทำให้ความเป็นกรดลดลง และทำให้ yeast ซึ่งขยายพันธุ์ได้ง่ายในภาวะด่างขยายพันธุ์มากเกินกว่าจำนวน bacteria ทำให้เสียสมดุล
2. การใช้แผ่นอนามัยหรือการใส่กางเกงในรัดๆ ทำให้เกิดความอับชื้นบริเวณนั้นมากขึ้น และทำให้ yeast แพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น
3. ยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) การรับประทานยาจำพวกนี้เข้าไปมากๆ แบคทีเรียในช่องคลอดก็จะตาย ทำให้แบคทีเรียมีจำนวนน้อยกว่า yeast .... เพราะฉะนั้น ใครที่มีอาการคันแล้วไปทะลึ่งทานยาฆ่าเชื้อเข้าไปล่ะก็ รับรองคันกว่าเดิม เพราะแบคทีเรียเหลือน้อยกว่าเดิมแน่ แต่ yeast มันไม่ตายในยาฆ่าเชื้อนะ
4. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ผู้หญิงที่ตั้งครรถ์ ผู้หญิงที่ทานยาคุม หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน จะมีโอกาศติดเชื้อได้ง่ายค่ะ (แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเวลาประจำเดือนมา เพราะว่า yeast ไม่ถูกกับภาวะกรด-ด่างที่อยู่ในเลือดค่ะ)
5. อาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายสูง เพราะว่าน้ำตาลนั้นเป็นอาหารชั้นดีของ yeast
6. ถุงยาง ... ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผู้หญิงบางคนแพ้สาร nonoxynol-9 ในถุงยาง และมี research ที่แสดงให้เห็นว่าถุงยางมีส่วนทำให้เกิด yeast infection ในบางคนได้เหมือนกัน

โรคนี้ติดต่อกันได้หรือไม่?
ติดต่อกันได้ค่ะ ผู้ชายก็เป็นได้ แต่มักไม่ค่อยแสดงอาการ ถ้ามีอาการก็จะคล้ายๆผู้หญิงคือมีอาการคัน และมีเมือกขาวๆอยู่บริเวณนั้นค่ะ

วิธีรักษา yeast infection แบบง่ายๆ
1. ไปหาหมอ แล้วหมอก็จะสั่งยาเหน็บมา (ยาพวก monistat หรือ canestan) ยาพวกนี้มักออกฤทธิ์ภายใน 3 วัน
2. ถ้าเพิ่งเป็น และอายไม่กล้าไปหาหมอ แต่แน่ใจว่าเป็น yeast infection แน่ๆ ให้ใช้โยเกิร์ตแบบธรรมชาติ (ไม่ใส่รสใดๆทั้งสิ้น) และพยายามหาที่เขียนว่า contain active culture นั่นหมายความว่าในนั้นมีแบคทีเรียที่ชื่อ แลคโตบาซีลัส อยู่ ให้นำโยเกิร์ตนั้นทาบริเวณด้านนอกและฉีดเข้าไปทางช่องคลอด (ใช้กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดเข้าไป) ทำทุกๆ 4-5 ชั่วโมง ไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็ควรจะหายได้แล้ว เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะไปช่วยทำให้ปริมาน bacteria-yeast สมดุลกัน ถ้าไม่หายคงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อไปค่ะ


ตกขาวผิดปรกติแบบอื่นๆ
เห็นพี่คนนึงพูดว่า บางทีตกขาวมีสีเหลืองจนเขียว ... แบบนั้นผิดปรกติมากแล้วค่ะ พี่ควรพาแฟนพี่ไปหาหมอได้แล้ว เพราะว่านั่นไม่ใช่แค่ yeast infection แน่นอน แบบนั้นอาจจะเป็นการติดเชื้อแบบอื่นๆ และที่น่ากลัวที่สุดคืออาจจะมีพยาธิอยู่ด้านในมดลูกได้นะคะ อันตรายมากค่ะ



เรื่องพวกนี้ถามว่าเป็นเรื่องน่าอายไหม? ก็ใช่ มันเหมือนไม่ควรเอามาพูดกัน ซึ่งจิ๊บว่ามันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าร่างกายของคุณ(หรือแฟนคุณ) มีอะไรผิดปรกติ ก็ช่วยหยุดความอายไว้ก่อน แล้วไปหาหมอซะ จะได้รักษากันไปถูกทาง เพราะบางครั้งอาการแปลกๆเหล่านี้อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้นะคะ แล้วถ้าคุณ sexually active (จิ๊บว่าห้องนี้แม่ง active กันทุกคนอ่ะ ฮะๆ) ก็ไปตรวจภายในกันปีละครั้งด้วยนะคะ ... ผู้ชายก็ต้องไปตรวจเหมือนกันนะคะ (อย่าฮา มันมีนะเว่ย ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากอ่ะ)

stay healthy ค่ะ ^^