วันอังคารที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ใช้ถุงยางอย่างไรถึงได้ท้อง


หลังจากที่ได้คุยเรื่องการคุมกำเนิดไปแล้วลองหันมาดูเรื่องวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับการสนับสนุนอย่างหนึ่งนั่นคือการใช้ถุงยางอนามัย ก็ได้เห็นสิ่งหนึ่งคือ ในกล่องถุงยางอนามัยหลายยี่ห้อ มีข้อความเขียนบอกวิธีการใช้ถุงยางและข้อความบอกว่าการใช้ถุงยางอนามัยไม่ได้ป้องกันโรคเอดส์ได้100%และไม่ได้คุมกำเนิดได้100%

เป็นความจริงครับที่ไม่มีอะไร100%ในโลกนี้ รวมทั้งเรื่องถุงยางอนามัย เพียงแต่ไม่ค่อยมีการพูดอย่างแพร่หลายนักเพราะว่าการไปบอกว่าป้องกันไม่ได้100% จะไปทำให้คนบางกลุ่มใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ใช้ถุงยาง .... (อย่างเช่น"สมมติ"บอกว่าถ้าใช้มีโอกาสติดโรค0.0001%ถ้าไม่ใช้ติด50% บางคนเค้าก็บอกว่าไม่แตกต่างกัน)

สิ่งหนึ่งที่บริษัททำถุงยางทำอยู่ก็คือควบคุมให้โอกาสที่ถุงยางจะผิดพลาดน้อยลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้.... ซึ่งในปัจจุบันผมเชื่อว่าถุงยางส่วนใหญ่ที่ขายในไทยเป็นถุงยางที่ได้มาตรฐานที่รับได้... แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของการใช้ถุงยางในปัจจุบันคือการใช้ไม่ถูกวิธี ทำให้ประสิทธิภาพของถุงยางแย่กว่าที่
ควรจะเป็นอย่างมาก

ดังนั้นวันนี้ใครก็ตามที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีปิ่นโต มีแฟน ชอบแมวลาหรือวัว สมควรอ่านเรื่องนี้ เพื่อจะได้รู้ว่าการใช้ถุงยางแบบใด เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสี่ยงต่อการทำให้ท้อง
มารู้จักถุงยางก่อน

ถุงยางส่วนใหญ่ทำจากน้ำยางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร ปกติจะอยู่ในซองหีบห่อโดยมีน้ำหล่อลื่นเล็กน้อย(Lubricate) ในไทยมี2ขนาดคือ 49มม.และ52มม. บางยี่ห้อจะมีหลายรูปแบบการใช้งานเช่น บางพิเศษ ใส่ยาชา(ที่บอกว่าทำให้ทนหรือยาแรดทั้งหลายก็ยาชานี่แหละ) ใส่สารฆ่าเชื้อสุจิ ผิวขรุขระ ... และแบบของที่ผลิตจากนอกที่มีทั้งทำเป็นรูปร่างต่างๆมีขนมีตุ่มส่องแสงได้ หรือมาในpackageแบบที่ใสมองเห็นตัวถุงยาง

..... ปูพื้นฐานเรื่องถุงยางแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเลยครับกับวิธีการ"ใช้ถุงยางให้มีโอกาสท้องกว่าปกติ"

-ขาดForeplay-

ประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศที่ผู้ชายมีการforeplayสั้นที่สุดประเทศหนึ่ง .... ปกติแล้วการเล้าโลมจะทำให้มีน้ำหล่อลื่นของผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งน้ำส่วนนี้จะช่วยหล่อลื่นช่องทางให้สะดวก.... หากไม่มีการforeplay พอปฏิบัติกิจมีการนำถุงยางมาใช้ ก็ลองนึกสภาพเอาเองสิครับว่าถ้าเราเอายางไปถูกับพื้นที่แห้งๆจะเป็นอย่างไร

มีหลายกรณีที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็ครั้งแรก หรือบางครั้งผู้ชายรีบร้อนจนกระทั่งขาดช่วงนี้ไป เมื่อกำลังปฏิบัติกิจอยู่ก็เกิดอาการถุงยางแตก .... เสียอารมณ์หรือไม่ก็กระเจิงกัน(ในกรณีไปเที่ยว)
ดังนั้นforeplayสักนิดครับ เพื่อความปลอดภัยและเพื่ออารมณ์ของทั้งสองฝ่าย

-ทาน้ำมัน-

ถ้าใครเคยแกะถุงยางมาดูจะเห็นว่ามีการใส่สารหล่อลื่นเอาไว้ข้างใน สารหล่อลื่นนี้จริงๆใส่ไว้เพื่อให้ถุงยางในห่อไม่เสียดสีจนเสื่อมคุณภาพแต่ปริมาณเล็กน้อยเกินกว่าจะไปช่วยหล่อลื่นเวลาปฏิบัติกิจได้... ดังนั้นทางแก้สำหรับบางคนก็คือหาอะไรมาทาทำให้เกิดการหล่อลื่นเพื่อที่จะได้ทำได้อย่างสะดวก
ทีนี้จะใช้อะไรล่ะ...

หลายคนบอกว่าถ้าไปซื้อผลิตภัณฑ์เฉพาะก็มีราคาแพง (ซึ่งจริงๆแพงกว่าราคาถุงยางนิดหน่อย) ก็เลยมีการใช้สิ่งทดแทนต่างๆเช่นสบู่ น้ำมัน น้ำเปล่า โลชั่น ฯลฯมาหล่อลื่น

ถ้าย้อนกลับไปดูเรื่องถุงยางคงจำได้ว่าถุงยางทำมาจากน้ำยางธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติของยางก็คือสามารถละลายในตัวทำละลายไขมัน ซึ่งก็คือถุงยางจะเสียหน้าที่ไปถ้าไปโดนตัวทำละลายไขมัน...
เสียสภาพอย่างชัดๆหน่อยก็คือใช้ไปใช้มาก็เกิดการแตก

เสียสภาพแบบไม่ชัดก็คือของหล่อลื่นไปทำให้ถุงยางเกิดการรั่วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ... อันนี้ก็น่ากลัวเพราะเมื่อเกิดขึ้นเราจะไม่รู้ตัวเลย

ดังนั้นตัวหล่อลื่นที่เหมาะสมที่สุดคือตัวหล่อลื่นที่เป็นน้ำหรือละลายน้ำได้ (water-base) เช่นผลิตภัณฑ์ที่วางขายกัน

ตัวที่ใช้ได้แต่ต้องระวังคือน้ำเปล่า เพราะถ้ามีน้ำมากไปถุงยางแทนที่จะลื่นก็กลายเป็นฝืดแทน(แตกง่ายกว่าเดิม)

ตัวที่ห้ามใช้คือพวกน้ำมันต่างๆไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากพืชหรือสัตว์
ดังนั้นเสริมจากข้อที่แล้ว ถ้าใครไม่อยากเสียเงินซื้อสารหล่อลื่นมาใช้ ก็เล้าโลมเยอะๆครับ

-มนุษย์น้ำมัน-

เสริมเล็กน้อยสำหรับคนที่คิดจะไปออน. ประเภทบีคอสหรือมนุษย์น้ำมัน น้ำมันที่ใช้กันก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าใช้กับถุงยางได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเพื่อความแน่นอนก่อนปฏิบัติกิจก็อาบน้ำอีกครั้งเพื่อไม่ให้น้ำมันไปโดนCDแล้วไปลดประสิทธิภาพของมันลง

-ใส่สองชั้นทายาหม่อง-

ในหมู่นักเที่ยวหน้าใหม่หลายคน เชื่อว่าการใส่สองชั้นและทายาหม่องจะปลอดภัยทั้งจากการท้องและติดเชื้อ แต่จริงๆนี่เป็ฯวิธีที่อันตรายต่อการถุงยางแตก เพราะยาหม่องเป็นสารกลุ่มไขมันที่สามารถทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพได้ ต่อให้เชื้อมาเจอยาหม่องแต่เชื้ออยู่ในน้ำยังไงก็ไม่โดนทำลายง่ายๆเพราะว่ายาหม่องจะไม่สัมผัสกับน้ำนั้น

อีกทั้งการใส่สองชั้นจะทำให้ถุงยางชั้นนอกและชั้นในเสียดสีกันมากกว่าปกติจนเกิดการแตกได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นเสี่ยงกว่าเดิมอีกครับ

-ใช้ผิดขนาด-

จริงๆจะรู้ได้ต้องลองใช้ดูก่อนจึงจะรู้ว่าเราต้องใช้ขนาดไหน
การที่ไม่รู้ขนาดของตนแล้วไปเลือกผิดขนาดก่อผลเสียดังนี้คือ ถ้าไอ้นั่นใหญ่เลือกถุงยางเล็ก ถุงยางก็แตกง่ายขึ้น(แถมถุงยางก็รัดจนเจ็บหรือหมดอารมณ์ได้ง่ายๆ)

ถ้าไอ้นั่นเล็กแต่ไปเลือกใหญ่ๆ ก็เสี่ยงต่อการถุงยางหลุดทั้งในระหว่างที่กำลังทำอยู่หรือหลังจากเสร็จกิจ(พอเสร็จแล้วหดลง คราวนี้ยิ่งหลุดง่ายกว่าเดิม)
ก่อนจะไปก็ลองซื้อมาซ้อมดูก่อนสักครั้งก็ดีครับ

-oralก่อนทำจริง-
การใช้ปากสวมCD หรือการใช้ปากทำoralกับถุงยาง ที่จริงก็เป็นสิ่งที่เจอได้บ่อย จนกระทั่งถุงยางออกมามีรสชาติและกลิ่นแบบต่างๆให้เลือกกัน

แต่ว่าสิ่งที่ควรทำหลังจากทำOralดังกล่าวก็คือเปลี่ยนถุงยาง อย่าไปเสียดายครับ เพราะเวลาที่ทำในปาก เราไม่รู้หรอกว่าฟันของอีกฝ่ายไปโดนถุงแค่ไหน เกิดมีรอยเล็กน้อยเวลาทำจริงก็อาจจะแตกได้

-ใส่สดก่อนทำจริง-

คงมีแต่กับคนที่เป็นแฟนกันที่จะทำแบบนี้...(ออน.คงไม่มี) แต่ก็ได้เคยบอกไปแล้วว่าการทำแบบนี้แม้จะยังไม่ถึงจุดสุดยอด แต่ผู้ชายก็มีการหลั่งน้ำอสุจิออกมาก่อนบ้างแล้ว ก็มีโอกาสท้องได้เช่นกัน

-เสร็จแล้วไม่รีบเอาออก-

ธรรมชาติหลังจากผู้ชายถึงจุดสุดยอดแล้ว ไอ้นั่นจะลดขนาดลง ... การที่เสร็จแล้วแช่คาทิ้งไว้ พอไอ้นั่นลดขนาดลง น้ำข้างในก็อาจไหลออกมาได้
เผลอๆดึงออกมาก็หลุดคาทิ้งไว้ข้างในด้วยซ้ำ

-เก็บผิดวิธี-

ถุงยางทำจากยาง ดังนั้นอีกอย่างที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้มีทั้งความร้อน การหักพับงอ แสงสว่าง
วิธียอดฮิตที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพคือการใส่ในกระเป๋าสตางค์ และการใส่ในลิ้นชักหน้ารถ
กระเป๋าสตางค์ก็มีการเสียดสีกดทับได้บ่อยๆ ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพและเกิดรูรั่วที่ตัวถุงยางได้
ช่องหน้ารถ ถ้าเอารถไปตากแดด คุณก็จะได้ถุงยางอบกรอบ เอามาใส่ก็พอใช้ได้ แต่ถ้าใช้แรงๆก็แตกและขาดได้

การโดนแสงแดดก็ทำลายถุงยางได้ แม้จะมีคนเถียงว่าไม่มีใครเค้าเก็บถุงยางแบบเปิดเผยหรอก... แต่ก็มีบางกรณีครับคือการซื้อถุงยางแบบPack100 มาใช้... ถ้าวางไว้ไม่ดีแล้วไม่ได้ใช้บ่อยจริง ถุงยางจะโดนทั้งแดดและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้ (ซื้อมาใช้ทีละสามชิ้นก็ได้ครับ ราคาต่างกันไม่มาก)

หวังว่าเมื่อได้อ่านแล้วคงจะเป็นประโยชน์นะครับ


ที่มา http://webboard.mthai.com/7/2007-01-24/297809.html

ไม่มีความคิดเห็น: