ไม่ว่าจะเพราะรู้เท่าไม่ถึงการ หรือ หลวมตัวเข้าเรียนตามเพื่อน/สาว หรือ การคิดไปเองกับสิ่งที่คาดเอาไว้เองว่าจะได้เจอ ผมก็เรียนจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) มาทั้งตรี และ โท แล้วยังไม่เลิกบ้าจะไปต่อด้านนี้อีก
สงสัยมั้ย เพราะอะไร
ผมจะเล่าให้ฟังว่าอะไรทำให้ผมคิดอย่างนั้น
อย่างแรกเลย ผมเป็นอาจารย์ (เพราะอาชีพนี้เลือกให้ผมเป็น หรือ ผมเลือกที่จะเป็นอาชีพนี้ก็แล้วแต่) ผมได้พบว่า งานด้านการศึกษานั้น พัฒนาอยู่ตลอด ไม่หยุดนิ่ง ผมอาจไม่ใช่อาจารย์ที่สอนเก่งนัก ถ่ายถอดได้ไม่ดีนัก ให้กำลังใจนักศึกษาได้ไม่เท่าที่ควร แต่ผมก็คิดว่า อาชีพนี้เหมาะกับผมที่สุด ด้วยปัจจัยด้านพื้นฐานอาชีพแล้ว เลยทำให้การศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นหรือ? เปล่า ไม่ใช่ ไม่จำเป็น
อย่างที่สอง และคงจะเป็นเหตุผลหลักสำคัญที่สุด นั่นคือ ผมชอบคิด ชอบค้นคว้า และ ชอบประดิษฐ์ (แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมประดิษฐ์เป็นคือโปรแกรม) ผมได้ค้นพบว่า งานอีกอย่างที่สามารถทำได้คือ งานวิจัย (Research)
งานวิจัยอาจฟังแล้วเลื่อนลอย ดูไม่เห็นมีอนาคต ทำแล้วเลี้ยงชีพได้หรือ ถูกครับ ถ้าพูดอย่างนี้ในประเทศไทย วันนี้นักวิจัยยังไม่ใช่หน้าที่สำคัญในวงล้อธุรกิจ งานวิจัยยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ของที่วางตลาดวันนี้ก็คือของที่คนคิดนั่นแหล่ะ ไม่เกี่ยวหรอกว่าต้องเป็นประเทศแถบแสกนดิเนเวีย จึงจะทำรถได้ดี ต้องเป็นญี่ปุ่นจึงจะทำเครื่องไฟฟ้าได้สุดยอด ต้องอเมริกาถึงจะไปอวกาศ คนไทยก็ทำได้ ถ้ามีโอกาส และการสนับสนุนที่เหมาะสม
แล้วผมก็ยังทำวิจัยอยู่ แม้มันจะไม่ได้เงิน แม้ผมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินไปเข้าร่วม Conference เองก็เถอะ ผมก็ยังทำ แต่ผลงานวิจัยผมหยุดนิ่งไปตั้งแต่สามปีก่อนเมื่อผมพยายามหาทางเกี่ยวกับธุรกิจ เพราะท้อแท้จากการไร้แรงสนับสนุนไม่ว่าจากด้านไหนๆ ผมคงจะไม่มีกินเข้าสักวัน ก็เลยต้องไปลุยงานข้างนอก หาเงินอยู่พักใหญ่ จนได้พบว่า ไม่ใช่ ผมไม่ได้อยากเป็นนักธุรกิจ ผมไมได้อยากรวยขนาดนั้น
ปริญญาด้านวิทยาศาสตร์ และ ด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้อาเจ็กอาม่าหลายคนสงสัยว่า ทำไมผมจบมาแล้วผมซ่อมคอมเองไม่ค่อยเป็น กระทั่งซื้อของมาประกอบเครื่องเองยังทำไม่ค่อยได้ ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้จัก Slot ของ CPU ครบเลย RAM ก็ซื้อผิดๆถูกๆ เพราะผมไม่ได้ตามข่าวด้านนี้ แต่ถ้ามีเวลาได้อ่าน ก็จะรู้ว่าต้องซื้อยังไง
นี่ตะหาก สิ่งที่ท่านจะได้จากการเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ ปรับตัว เราไม่ได้เน้นลึกลงไปในทางปฏิบัต แต่เมื่อไหร่ต้องปฏิบัติ เราจะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์ เราจะพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกเรื่อง เพราะเราจะ **เรียนเป็น** นั่นต่างหากที่สำคัญ
เรา(ผม กับ ท่านผู้อ่าน)คิดคล้ายกันหรือเปล่า? ถ้าใช่เรากำลังมองการศึกษาในแนวทางเดียวกันอยู่กระมัง?ค้นพบตัวเองหรือยัง? แล้วที่ค้นพบนั้นใช่หรือเปล่า? หรือเป็นภาพสะท้อนของคนอื่นในความระลึกถึง?
ฟังแล้วก็น่าขำ เวลาใครบอกว่าจะไปไหนไกลๆ เพื่อค้นหาตัวเอง แต่สำหรับผม ผมไปไกลจากงานประจำที่ทำ ไม่ได้ไปไกลทางกายภาพ แต่แนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป จะทำให้เรารู้ว่าเราต้องการอะไร และ เป็นคนยังไง --- ท่านมีวิธีค้นหาตัวเองอย่างไร มาแบ่งปันกันหน่อยเพื่อเป็นวิทยาทานนะครับ
วันเสาร์ที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
๓ ความคิดเห็น:
>> เราจะพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกเรื่อง เพราะเราจะ **เรียนเป็น** นั่นต่างหากที่สำคัญ
ขอตอบว่า Not for all but for some ครับ :)
จิงๆประโยคนี้เป็นวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาทั่วไปโดยไม่จำกัดว่าสาขาวิชาใด หรือ ระดับใด .. แต่เมื่อการศึกษาไทยนั้น จะเรียกว่าไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คน "เรียนเป็น" ได้ .. คำพูดของ พี่หนึ่งจึงเป็นจริง อยู่แต่เพียงใน ทฤษฏีครับ
>> ถ้าใช่เรากำลังมองการศึกษาในแนวทางเดียวกันอยู่กระมัง?ค้นพบตัวเองหรือยัง? แล้วที่ค้นพบนั้นใช่หรือเปล่า? >> หรือเป็นภาพสะท้อนของคนอื่นในความระลึกถึง?
ค้นพบตัวเองมั้ยผมว่าเด็กไทยหรือผู้ใหญ่ไทยในสังคมยุคนี้ไม่สามารถค้นพบตัวเองได้ .. เนื่องจากระบบการศึกษาที่ไม่เอื้อให้เกิดการเลือก (อย่างแท้จริง).. entrance เลือกได้แต่เป็นคณะัที่เด็กอยากเรียนด้วยใจจริงๆ ด้วยความฝันในวัยเยาว์เพียงกี่คน ?? พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนแค่ใหน ?? เงินตรา รายได้ หลังจากเรียนจบ ?? ความต้องการของตลาด ??
แต่มันไมไ่ด้มีแต่ข้อเสียของการหาตัวเองไม่เจอ .. จะมองในอีกแง่คือเด็กไทยแปลกคือสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะเค้า ไร้ซึ่งความฝันในการที่อยากจะเป็นอะไรไปแล้วนั่นเอง .. เพียงอาจจะทำได้ไม่ดีในตอนแรกและอาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เยอะักว่า แต่ เมื่อทำได้เด็กไทยจะสามารถทำได้ดีกว่า เนื่องจากว่า เมื่อทำได้เด็กไทยจะรู้สึกว่านี่คือทางที่เค้า"ต้อง"เิดิน (ผมใช้คำว่า"ต้อง"นะ)
:)
เนื่องจากเป็นการเขียนอยู่บนพื้นฐานของสองอย่าง
คือ ตัวผมเอง และ สถานการณ์แวดล้อมปัจจุบัน มันจึงไม่เป็นจริงไปทุกกรณี แค่บางประเด็นเท่านั้นที่จะแตะถูก
แต่ทื่เจ สะกิดกลับมาก็คือสิ่งที่ผมอยากให้แชร์กันเนี่ยะแหล่ะครับ ขอบคุ้นนนน
ไม่นึกว่า blog เครียดๆ จะมีคนคิดตามด้วย
ยังค้นหาตัวเองไม่พบเลยครับ T_T
แสดงความคิดเห็น