วันพุธที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
OpenDNS - เล่นเน็ตอย่างปลอดภัยและแก้ปัญหา DNS ทรูเน่าอย่างเข้าใจ
และส่วนใหญ่มันก็มาจากเว็บ และวิธีการแก้ปัญหาก็มีมากมายครับ
มีตั้งกะง่ายที่สุด ไปจนถึงยุ่งยากมาก จากไม่เสียซักแดงไปถึงหมดไปหลายกะตังค์
วันนี้ผมขอเสนอวิธีการหนึ่งครับ ในการเล่นเน็ตอย่างปลอดภัย
ปกติแล้วแต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อเน็ตนี่จะมีเลขหมายเฉพาะเพื่อการติดต่อกันครับ เลขหมายนี้เรียกว่า IP Address แต่ก่อนนี่เวลาจะเข้าเว็บอะไรก็ต้องใช้ IP Address กันอย่างเดียว ซึ่งจำยากและไม่สะดวกครับ ผ่านมาหลายสิบปีหลังจากการเกิดอินเตอร์เน็ต ในปี 1984 ก็เริ่มมีการใช้ Domain Name แทนชื่อ IP ครับ
Domain Name นี่ก็มีลักษณะเป็นชื่อครับ แล้วตามด้วย จุด (.) เพื่อบอกประเภทของการใช้งาน แรกเริ่มเลยนี่ก็มี .com .net .org แค่สามอันนี้ครับ
เมื่อผู้ใช้เรียกใช้งาน Domain Name เช่น Google.com ก็จะมีระบบแปลงเป็นตัวเลขให้ครับ ผู้ใช้ก็สามารถใช้บริการของเครื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องจำ IP Address อะไรกันให้ยุ่งยากอีก
เอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวยังไงกับวิธีการที่ว่าล่ะครับ
บริการ OpenDNS นี่ก็ช่วยในการแปลง Domain Name ให้เป็น IP Adress นี่ล่ะครับ เพียงแต่จะเหนือกว่าตรงที่มันมีความเร็วมากกว่า ดีกว่า และ ปลอดภัยกว่า
พูดถึงความปลอดภัย วิธีการนี่ก็คือเวลาเราเข้าเว็บที่อันตราย OpenDNS จะให้ IP Adress ของปลอมมา พอเราเข้าไป ก็จะกลายเป็นหน้าแจ้งเตือนของ OpenDNS แทน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เราเข้าไปยังเว็บอันตรายนั้นได้ครับ
โอ้ว มันดีอย่างนี้ ถ้าเราอยากจะใช้ ทำยังไงล่ะครับ
เข้าไปหน้านี้ครับ http://www.opendns.com/start/at_home.php
หากคุณเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านทาง Router ก็เลือกยี่ห้อใน Option 1 เอาเลยครับ
หากไม่ใช่ ให้เลือกระบบปฏิบัติการที่ใช้ใน Option 2 ครับ
จากนั้นทำตามวิธีการที่บอกไว้ในเว็บ ก็ใช้ได้แล้วครับ
มีปัญหาปรึกษาได้ที่ irc.thai.com #คุยเรื่องคอมพิวเตอร์ ครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ...
วันจันทร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
Marriage & Women - Statements from anti-Valentine's
Valentine's has just past. Try these anti-Valentine's statements;
วันวาเลนไทน์เพิ่งผ่านไป ลองอ่านข้อความต่อต้านวาเลนไทน์เหล่านี้ดู:
I recently read that love is entirely a matter of chemistry.
That must be why my wife treats me like toxic waste.
David Bissonette
ฉันเพิ่งอ่านเจอว่า รักทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่เคมี
นั่นคงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมภรรยาฉันถึงมองฉันเป็นขยะพิษ
When a man steals your wife, there is no better revenge than to let him keep her.
Sacha Guitry
หากมีใครมาแย่งภรรยาของคุณ ไม่มีการแก้แค้นไหนดีไปกว่าการปล่อยให้เค้าเก็บหล่อนไว้
After marriage, husband and wife become two sides of a coin; they just
can't face each other, but still they stay together.
Hemant Joshi
หลังการแต่งงาน สามีและภรรยาก็เหมือนกับเหรียญซึ่งมีสองด้าน
ซึ่งแม้จะไม่สามารถหันหน้าเข้าหากันได้ แต่มันก็ยังต้องอยู่ด้วยกันอยู่ดี
By all means marry. If you get a good wife, you'll be happy. If you get
a bad one, you'll become a philosopher. Socrates
แน่นอนล่ะสำหรับการแต่งงาน ถ้าหากคุณได้ภรรยาดี คุณก็จะมีความสุข
แต่หากคุณได้ภรรยาไม่ดี คุณจะกลายเป็นนักปราชญ์
โซเครติส (นักปราชญ์ชื่อดัง -_-)
Woman inspires us to great things, and prevents us from achieving them.
Dumas
ผู้หญิงเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
แต่ก็ขัดขวางไม่ให้เราได้มันมา
The great question... which I have not been able to answer... is, "What does a woman want?
Sigmund Freud
คำถามที่ยิ่งใหญ่.. ที่ผมไม่เคยหาคำตอบได้…ก็คือ… “ผู้หญิงต้องการอะไร?”
นั่นสิ
I had some words with my wife, and she had some paragraphs with me.
Anonymous
ฉันพูดกับภรรยา…หลายคำ
และเธอก็ำำพูดกับฉัน…หลายย่อหน้า
"Some people ask the secret of our long marriage. We take time to go to
a restaurant two times a week. A little candlelight, dinner, soft music
and dancing. She goes Tuesdays, I go Fridays."
Henny Youngman
บางคนถามถึงความลับในการใช้ชีวิตแต่งงานอย่างยาวนานของผม
เราใช้เวลาออกไปทานข้าวที่ภัตราคารสองครั้งต่อสัปดาห์
ใต้แสงเทียนเล่มเล็กๆ อาหารค่ำ ดนตรีเบาๆ และการเต้นรำ
หล่อนไปทุกวันอังคาร…
ผมไปทุกวันศุกร์
ก๊่ากกก ได้จัย อันนี้
"I don't worry about terrorism. I was married for two years."
Sam Kinison
ฉันไม่กลัวหรอกการก่อการร้าย….
ก็ฉันแต่งงานมาแล้วตั้งสองปี…
"There's a way of transferring funds that is even faster than
electronic banking. It's called marriage."
James Holt McGavran
มีทางหนึ่งที่จะโอนเงินได้เร็วกว่าการทำธนาคารแบบอิเล็กทรอนิกส์
มันเรียกว่า การแต่งงาน…
"I've had bad luck with both my wives. The first one left me, and the
second one didn't."
Patrick Murray
ฉันโชคร้ายกับภรรยาทั้งสองคน
คนแรกหล่อนทิ้งฉันไป
แต่คนที่สองไม่ทิ้ง
ก๊ากกก 5 5 5 ร้ายกาจๆ
Two secrets to keep your marriage brimming
1. Whenever you're wrong, admit it,
2. Whenever you're right, shut up.
Nash
เคล็บลับสองข้อที่ทำให้ชีวิตแต่งงานเต็มเปี่ยม
1. เมื่อไหร่ที่คุณผิด ยอมรับมัน
2. เมื่อไหร่ที่คุณถูก หุบปาก!!
The most effective way to remember your wife's birthday is to forget it
once...
Anonymous
หนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจำวันเกิดของภรรยาของคุณก็คือ….. ลืมมันซักครั้งหนึ่ง
5555555555555 เรื่องจริง อันนี้
You know what I did before I married? Anything I wanted to.
Henny Youngman
คุณรู้ไม๊ว่าผมทำอะไรบ้างก่อนแต่งงาน?
ทุกสิ่งที่ผมอยากทำ!
My wife and I were happy for twenty years. Then we met.
Rodney Dangerfield
ภรรยาและฉันมีความสุขมากว่ายี่สิบปี… จนกระทั่งเราได้พบกัน
A good wife always forgives her husband when she's wrong.
Milton Berle
ภรรยาที่ดีจะให้อภัยสามีเธอเสมอ… เมื่อเธอทำผิด
-_- นิสัย..
Marriage is the only war where one sleeps with the enemy.
Anonymous
การแต่งงานเป็นสงครามอย่างเดียว ที่คนมีนอนกับศัตรู -_-
A man inserted an 'ad' in the classifieds: "Wife wanted". Next day he
received a hundred letters. They all said the same thing: "You can have
mine."
Anonymous
ชายคนหนึ่งลงโฆษณาในประกาศ..
“ต้องการภรรยา”
วันต่อมาเขาได้รับจดหมายเป็นร้อยฉบับ
ทุกฉบับบอกเหมือนกันหมด
“คุณเอาของผมไปได้”
First Guy (proudly): "My wife's an angel!"
Second Guy: "You're lucky, mine's still alive."
ชายคนที่หนึ่ง (กล่าวอย่างภูมิใจ): “ภรรยาผมเป็นนางฟ้่า”
ชายคนที่สอง: “คุณโชคดีมาก ของผมยังมีชีวิตอยู่เลย”
SEND THIS TO ALL THE GUYS TO GIVE THEM A GOOD LAUGH......AND TO THOSE
LADIES WITH A SENSE OF HUMOUR WHO CAN HANDLE IT!!!!!!!
THE END.
Something Valuable to Think!!!
1. Winning isn't everything. But wanting to win is.
ชัยชนะไม่ใช่ทุกสิ่ง… แต่ความต้องการที่จะชนะน่ะ ใช่!
2. You would achieve more, if you don't mind who gets the credit.
คุณจะได้มากกว่า ถ้าหากคุณไม่สนใจ ว่าใครจะได้หน้า (ได้เครดิต)
3. When everything else is lost, the future still remains.
แม้เมื่อสูญเสียทุกสิ่ง… อนาคต ก็ยังเหลืออยู่
4. Don't fight too much. Or the enemy would know your art of war.
อย่าสู้จนมากเกิน.. ไม่อย่างนั้นศัตรูก็จะรู้ศิลปะในการต่อสู้ของคุณ
5. The only job you start at the top is when you dig a grave.
งานเพียงอย่างเดียวที่เริ่มที่สุดสูงสุดก็คือ… การขุดหลุมศพ
6. If you don't stand for something, you'll fall for everything.
ถ้าคุณไม่อดทน(ยืน)ต่อบางอย่าง … คุณจะล้มเหลว(ล้มลง)ในทุกอย่าง
7. If you do little things well, you'll do big ones better.
หากคุณทำสิ่งเ็ล็กน้อยได้ดี.. คุณก็จะทำสิ่งใหญ่ๆ ได้ดีขึ้น
8. Only thing that comes to you without effort is old age.
สิ่งเดียวที่ได้มาโดยไม่ต้องพยายามก็คือ อายุขัย..
9. You won't get a second chance to make the first impression.
คุณไม่มีโอกาสที่สอง ที่จะสร้างความประทับใจแรกพบ
10. Only those who do nothing do not make mistakes.
มีแต่คนที่ไม่ทำอะไรเท่านั้น ที่ไม่ทำผิดพลาด
11. Never take a problem to your boss unless you have a solution.
อย่านำปัญหาไปให้เจ้านาย เว้นเสียแต่ว่าคุณมีทางแก้
12. If you are not failing you're not taking enough risks.
ถ้าคุณไม่ได้กำลังจะล้มเหลว...นั่นหมายถึงคุณยังไม่ได้เสี่ยงอย่างเพียงพอ
13. Don't try to get rid of bad temper by losing it.
อย่าพยายามกำจัดอารมณ์ร้าย โดยการทิ้งมัน (ม่ะูขู้จีหว่ะอันนี้)
14. If at first you don't succeed, skydiving is not for you.
หากคุณไม่ประสบความสำเร็จในครั้งแรก… การกระโดดร่มก็ไม่เหมาะสำหรับคุณ
15. Those who don't make mistakes usually don't make anything
คนที่ไม่เคยทำผิดพลาด ก็คือคนที่ไม่ทำอะไรเลย (ซ้ำเนะั)
16. There are two kinds of failures. Those who think and never do, and those who do and never think.
มีความล้มเหลวอยู่สองประเภท หนึ่งก็คิดและไม่ได้ทำ สองคือทำโดยไม่ได้คิด
17. Pick battles big enough to matter, small enough to win.
เลือกสงครามที่ใหญ่พอที่จะเป็นเรื่องสำหรับ และเล็กพอที่จะเอาชนะ
18. All progress has resulted from unpopular decisions.
ความก้าวหน้าทุกอย่างเป็นผลมาจากการตัดสินใจที่ไม่เหมือนคนอื่น
19. Change your thoughts and you change your world.
เปลี่ยนความคิดคุณ แล้วคุณก็จะเปลี่ยนโลกได้!
20. Understanding proves intelligence, not the speed of the learning.
ความเข้าใจพิสูจน์สติปัญญา ไม่ใช่ความเร็วในการเรียนรู้
21. There are two kinds of fools in this world. Those who give advice and those who don't take it.
มีคนโง่สองจำพวกบนโลกนี้
หนึ่งคือพวกที่ให้คำแนะนำ
สองคือพวกที่ไม่ยอมรับคำแนะนำ
22. The best way to kill an idea is to take it to a meeting
หาทางที่ดีที่สุดในการกำจัดความคิดก็คือนำมันเข้าสุ่ที่ประชุม
23. Management is doing things right. Leadership is doing the right things.
ผู้บริหารทำทุกสิ่งให้ถูก
ผู้นำทำในสิ่งที่ถูก
24. Friendship founded on business is always better than business founded on friendship.
มิตรภาพที่พบในธุรกิจ ย่อมดีกว่า ธุรกิจที่พบในมิตรภาพ
เย้ด...
When you worry and hurry through your day, it is like an unopened gift...Thrown away…
Life is not a race. Take it slower. Hear the music before the song is over.
เมื่อคุณกังวล และเร่งร้อนกับชีวิต.. มันก็เหมือนกับของขวัญที่ไม่เคยเปิด
ขว้างมันทิ้ง..
ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน..
ใช้มันช้าๆ
ฟังเสียงดนตรีก่อนที่เพลงจะจบ!!!
ท่องเที่ยวเมืองไทย
กะว่าจะไป อยุธยา เชียงใหม่ กระบี่ และ พัทลุง...
แต่ว่าไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดีใน กรุงเทพ..
วันอังคารที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
Lesson 1: LCD Monitor กับปัจจัยที่แตกต่างมากมายในกล่อง 4 เหลี่ยมบางๆ นี้
**ขอขอบคุณน้องบีมด้วย ที่ได้แนะนำให้พี่ได้รู้จักกับจอตัวนี้.. มันคุ้มจริงๆ น้องเอ๊ย !**
ก่อนสั่งได้หาข้อมูลอยู่ประมาณ 1 เดือน ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อรุ่นนี้ และคิดว่ามีข้อมูลอยู่เยอะพอสมควร พอจะเอามาอ้างอิงให้เพื่อนได้เห็นภาพกันได้บ้างว่า.. ทำไมจอ 20" Dell มันถึงแพงจังว่ะ..
(ราคาประมาณ 16,000 บาท รวม vat 7% ฟรีค่าส่งถึงหน้าบ้าน + เพื่อนชาวต่างชาติเพิ่มอีก 1 คน เห้ย ไม่เกี่ยว !)
ปัจจุบัน LCD Monitor เป็นสิ่งที่อยู่ในชุดเริ่มต้นของ computer ชุดในปัจจุบันไปแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วบางคนอาจจะไม่รู้ว่า LCD ที่วางขายกันอยู่ แล้วราคาถูกลงๆ ทุกวันนั้น
(ส่วนหนึ่ง เพราะไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์อีกต่อไป) มันมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง.. และบางยี่ห้อก็ยังรักษาระดับความแพงไม่เสื่อมคลาย.. เช่น ยี่ห้อผลไม้
เอาหละซิ เริ่มมาคิดตาม... ไอ้จอ ผลไม้เนี่ย มันดีกว่ายังไงฟะ.. ขายแพงชะมัด.. หน้าจอก็เท่ากัน แสดงผลก็พอๆกัน
อย่างมากมันแค่มี firewire hub บนตัวมันเองแค่นั้นเอง กับ design ที่ดูดีหรูหรา hi-so มีชาติตระกูล ใครเห็นใครก็ชอบ.. (ชักเริ่มเยอะ) แต่ทำไมราคาแพงกว่าชาวบ้าน 2-3 เท่า เนี่ย...
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ทำงานด้านงานพิมพ์ และงานเว็บไซต์ โดยเน้นในด้านการออกแบบ ทีนี้.. อยากได้จอใหม่ ผมก็ต้องหาที่มันมาใช้งานได้ทั้ง 2 อย่างซิ
สุดท้ายก็เริ่มลังเล ถอยไอ้เจ้าจอผลไม้นี่ดีกว่าไหมนะ... แต่ราคามันซิ..แพงชิบเป๋ง อะไรที่ทำให้มันต่างกันได้ขนาดนี้.. เลยเริ่มค้นหาข้อมูล จนมาเจอจอ Viewsonic VX2025WM...
จอยอดนิยมของชาว pantip.com ห้อง hardware (ในช่วงปี 2549) มีแต่คนบอกว่า สีสวยกว่ายี่ห้ออื่นๆ เยอะ แต่ ! มีปัญหาเรื่อง hardware นั่นคือตัวแปลงไฟนั่นเอง คือถ้าเจอไฟบ้านเราที่เป็น 220V นั้น
จะทำให้ตัวจอมีความร้อนขึ้นสูง แต่ถ้าใช้ในประเทศอื่นที่เป็น 110 V. จะไม่เกิดอาการนี้ หลายๆคนที่ถอยจอตัวนี้มา เลยเริ่มแก้ปัญหาด้วยกันไปซื้อ adaptor มาแปลงไฟอีกที จาก 220V เป็น 110V
แล้วก็ส่งเข้าตัว adaptor ของจอ อีกทีนึง.. โอเคแก้ได้ด้วย และทาง viewsonic ไม่ออกมาแก้ไขอะไรให้เห็นเด่นชัด.. ทาง sinex distributor ของ product ยี่ห้อนี้เลยตัดปัญหา ด้วยการระงับการขายจอรุ่นนี้ไป
ด้วย spec ที่มีขนาดเท่ากัน คือ 20" widescreen ทำให้ผมสนใจว่า ทำไมราคาของ เจ้าผลไม้ มันขายที่ 24,500 บาท แต่ viewsonic กลับทำมาขายได้ที่ 12,500 บาทเท่านั้น.. !
ค้นไปค้นมา ทำให้พบว่ามันแตกต่างกันที่ LCD Panel นั่นเอง ! แล้ว... มันคือไรว่ะ ?!?
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
ตรุษจีนและความหมายของอาหารจีน
เพราะว่าอาหารแต่ละชนิดนั้น ชาวจีนมีความเชื่อว่ามันมีความหมายที่ดี และจะนำสิ่งดีๆมาให้กับครอบครัวตลอดทั้งปี และถ้าจะใช้ทุกอย่างนั้น ทำกับข้าวแค่อย่างสองอย่างคงไม่พอแน่ จึงต้องทำเยอะๆ
ความหมายของอาหารแต่ละชนิดมีดังนี้ค่ะ
- เม็ดบัว แสดงถึง ความมีลูกหลานที่เป็นผู้ชายเยอะๆ (ซึ่งหลายๆคนคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าคนจีนชอบลูกหลานผู้ชายมากกว่าผู้หญิง)
- แปะก้วย แสดงถึง ความมีเงิน (เงิน = แท่งโลหะเงิน silver ไม่ใช่ money นะ)
- สาหร่ายเส้นผม แสดงถึง ความร่ำรวย เพราะอาหารชนิดนี้ในภาษากวางตุ้ง อ่านว่า "แฟต ฉอย" ซึ่งพ้องกับคำว่า ความเจริญ รุ่งเรื่อง มั่งคั่ง (หลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำพูดภาษาจีนกลางที่ว่า "ก๊ง สี ฟ้า ฉาย" ซึ่งแปลตรงๆว่า ขอยินดีกับความมั่งคั่งร่ำรวย คำว่า "ก๊ง สี ฟ้า ฉาย" ถ้าเป็นภาษากวางตุ้ง จะอ่านว่า "กัง เห แฟต ฉอย" ซึ่งคำว่า "แฟต ฉอย" นั้น แปลว่า ความร่ำรวยนั่นเองค่ะ)
- เต้าหูแห้ง แสดงถึง การเติมเต็มของความร่ำรวยและความสุข ซึ่งคำนี้ในภาษาจีนนั้น พ้องกับคำว่าร่ำรวยและความสุข ... ส่วนเต้าหู้สด สีขาวนั้น จะไม่นำมาเสริฟในเวลานี้ เพราะว่า ในวัฒนธรรมจีนนั้น สีขาวหมายถึงความโชคร้ายและความตายค่ะ
- หน่อไม้ ในภาษาจีนนั้นพ้องเสียงกับคำว่า "ขอให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี" พูดง่ายๆก็คือ ชาวจีนเชื่อว่าการรับประทานหน่อไม้นั้นจะนำความโชคดีมาให้ค่ะ
- ไก่ แสดงถึง ความมั่งคั่ง ร่ำรวยเช่นกันค่ะ ไก่นั้น เวลาเสริฟ ต้องเสริฟทั้งตัว ห้ามทิ้งขาหรือหัวไปเด็ดขาด เพราะการเสริฟทั้งตัวนั้น หมายถึงความสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนถ้าเสริฟร่วมกับ "อาหารมังกร" เช่น กุ้งมังกร จะแสดงถึงความสุขในชีวิตสมรสค่ะ
- ไข่ แสดงถึง ความอุดมสมบูรณ์
- เป็ด แสดงถึง ความซื่อสัตย์ รัก และภักดีต่อครอบครัว
- ปลา แสดงถึง ความร่ำรวยมั่งคั่งเช่นกัน ปลาจะต้องโดนเสริฟทั้งตัวเช่นเดียวกับไก่ เวลารับประทานปลาในคืนวันตรุษจีนนั้น ชาวจีนจะไม่ทานปลาจนหมดทั้งตัว แต่จะตั้งใจเหลือเก็บไว้ เพราะคำว่า "เหนียน เหนียน โหย่ว หยู" ซึ่งแปลว่า "มีปลาเหลือทุกปี" ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า "ได้กำไรทุกปี" คำว่า "หยู" นั้นเป็นคำพ้องเสียง อ่านได้ทั้งคำว่า "ปลา" และคำว่า "กำไร"
- กุ้ง แสดงถึง ความสุข เพราะคำว่ากุ้ง ในภาษากวางตุ้งนั้น อ่านว่า "ฮะ" ซึ่งมีเสียงเหมือนกับเสียงหัวเราะนั่นเองค่ะ
- หอยนางรม แสดงถึง ความดีงาม เพราะคำว่าหอยนางรมนั้น ออกเสียงว่า "หาว" ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า "ห่าว" ที่แปลว่าความดีงามค่ะ
- เกี๊ยวน้ำ แสดงถึง ความร่ำรวย เพราะรูปทรงของเกี๊ยวนั้นมีลักษณะเหมือนก้อนทองคำ ในบางครอบครัว จะมีการนำเหรียญใส่ลงไปในเกี๊ยว เชื่อว่าใครที่กัดเจอเกี๊ยวก้อนที่มีเหรียญอยู่นั้น จะร่ำรวยไปตลอดทั้งปี (แต่จิ๊บว่าอันตรายอ่ะ ถ้าเด็กกัดเจอแล้วกลืนลงไปจะทำยังไง?) เกี๊ยวในภาษาจีนนั้นออกเสียงว่า "เจี่ยว จือ" ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า "เจี้ยว จื่อ" ซึ่งแปลว่า "ชั่วโมงที่กำลังผ่านเข้าสู่ปีใหม่" อีกด้วยค่ะ
- บะหมี่ แสดงถึง ความมีอายุยืนยาว เพราะฉะนั้นทั้งตอนทำ และตอนเสริฟ บะหมี่จะไม่โดนตัดให้สั้นลงอย่างเด็ดขาด
- ข้าวเหนียวนึ่ง แสดงถึง ความยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับปีใหม่นี้ เพราะคำว่า ข้าวเหนียว อ่านว่า "เหนียน เก๊า" พ้องกับคำว่า "เหนียน เก๊า" ซึ่งแปลว่า "ปีที่ยิ่งใหญ่" ("เหนียน" แปลว่า "ปี" ส่วน "เก๊า" แปลว่า "ยิ่งใหญ่")
- ผักใบเขียว แสดงถึง ความใกล้ชิดกันในครอบครัว เพราะผัก ภาษาจีนเรียกว่า "ชิ้งช่าย" คำว่า "ชิ้ง" นั้นพ้องเสียงกับคำว่า "ใกล้ชิดสนิทสนม" ค่ะ
- กุ๋ยช่าย แสดงถึง ความมีอายุยืนยาวและคงอยู่ตลอดไปค่ะ
- ถั่วงอก แสดงถึง ความมียศฐาบรรดาศักดิ์ เพราะว่า ถั่วงอกในภาษาจีนนั้น พ้องเสียงกับคำว่า มงกุฏ
- ลิ้นจี่ แสดงถึง ความใกล้ชิดสนิทสนมกลมเกลียวในครอบครัว
- ส้ม (ส้มจีนๆ ที่เปลือกหนาๆ) แสดงถึง ความร่ำรวย เพราะมันสีเหมือนทอง
- ส้มเขียวหวาน แสดงถึง ความโชคดี
- ส้มโอ แสดงถึง ความมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง รวมทั้งการมีลูกหลานมากมายด้วยค่ะ
- แตงโม แสดงถึง การมีลูกหลานมากมาย เพราะในแตงโมนั้นมีเมล็ดเยอะ เพราะฉะนั้นในช่วงตรุษจีน ชาวจีนจะไม่นิยมรับประทานแตงโมที่ไม่มีเมล็ดค่ะ
- ถั่ว แสดงถึง ความอายุมั่นขวัญยืนเช่นเดียวกับบะหมี่และกุ๋ยช่าย
- ขนมทองม้วน แสดงถึง ความร่ำรวย
- ขนมหวานจำพวกลูกอม ลูกกวาด แสดงถึง ความรักอันหวานชื่นของสามีภรรยา คำว่า sweet นั้น ในภาษาจีนอ่านว่า "เถียน เถียน มี่ มี่" ค่ะ (หลายคนคงรู้จักเพลงจีนที่ชื่อว่า "เถียน มี่ มี่" คำว่า "เถียน มี่ มี่" นั้น ประกอบด้วยคำว่า "เถียน" และ "มี่" ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่แปลว่าลูกอม ลูกกวาดค่ะ)
นี่แค่ส่วนนึงที่จิ๊บพอรู้มาเท่านั้น จริงๆอาจมีเยอะกว่านี้มาก แต่แค่นี้จิ๊บว่าแค่นี้ก็ทานกันไม่หมดแล้วล่ะ เยอะเหลือเกิน อ้อ แล้วก็ การทำอาหารเยอะๆนั้น ชาวจีนเชื่อว่า มันแสดงถึงความร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์ของบ้านด้วยค่ะ
สุดท้ายนี้แถมให้นิดนึง สิ่งที่ควรและไม่ควรทำในวันตรุษจีน
- ทักทายกันด้วยคำว่า "ซินเจียยู่อี่" (หรือ "ก๊งสีฟ้าฉาย" หรือ "กังเหแฟตฉอย")
- ให้แต๊ะเอียกับเด็ก (ที่ถูกต้องคือ ต้องให้สองซองต่อเด็ก 1 คน เพราะแปลว่า เด็กคนนั้นจะสามารถส่งต่อความโชคดีไปให้กับรุ่นลูกของเค้าต่อไป)
- ใส่เสื้อผ้าใหม่ ถ้าจะให้ดี ควรเป็นสีแดง สำหรับเด็ก ควรใส่รองเท้าใหม่ด้วย
- ห้ามสระผม
- ห้ามกวาดพื้น
- ห้ามทักทายคนที่กำลังไว้ทุกข์
- ห้ามทำตะเกียบหล่น
- ห้ามพูดถึงเลข 4 เพราะคำว่า 4 นั้น ในภาษาจีน (รวมทั้งภาษาญี่ปุ่นด้วย) พ้องเสียงกับคำว่า "ตาย"
- ห้ามพูดเรื่องตาย
- ห้ามยืมเงินคนอื่น และห้ามให้คนอื่นยืมเงินด้วย
ทั้งหมดมีแค่นี้ค่ะ ขอให้มึความสุข "ก๊ง สี ฟ้า ฉาย" ค่ะ
วันศุกร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
Config DNS for your Google Application
ขั้นแรกเลย Login เข้า Cpanel เพื่อจัดการกับ Domain name และ Dns ของท่านน
ของผมนั้น อยู่ที่ http://www.dns-diy.com
เข้ามาก็กรอก username และ Password เพื่อเข้าไปจัดการ Dns ของท่าน

แต่ตามที่ Google ให้ Config นั้น มีดังนี้ครับ ..
| MX Server address | Priority |
|---|---|
| ASPMX.L.GOOGLE.COM. | 1 |
| ALT1.ASPMX.L.GOOGLE.COM. | 5 |
| ALT2.ASPMX.L.GOOGLE.COM. | 5 |
| ASPMX2.GOOGLEMAIL.COM. | 10 |
| ASPMX3.GOOGLEMAIL.COM. | 10 |
| ASPMX4.GOOGLEMAIL.COM. | 10 |
| ASPMX5.GOOGLEMAIL.COM. | 10 |
เซทตามนี้เลยครับในส่วนของ MX ( อย่าทำจุด ข้างหลังหายน่ะครับ ใส่ไปทั้งหมดเลยครับ )

ภาพที่ 2 : MX config
กลับมาในส่วนของ Google Appication
ตอนนี้ให้อยู่ในหน้าแรกที่เพิ่งสมัครเสร็จน่ะครับ(ตามรูป)

ภาพที่ 3 : Google Application
Active email เราก็กดมันเลยครับ !!!! กดเข้ามา มันจะให้เราทำที่ผมบอกไปข้างบนหล่ะ ฉะนั้นไม่ต้องทำอะไร กด I've complete these steps

ในส่วนตัวผม ผม start มันหมด ทุก service เลย ยกเว้น web-page อันล่างสุด (ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมไม่ได้เหมือนกัน ยัง งงๆ อยู่)
คอย ครับ คอยย !
คอย ค๊อย คอยยย ~
จนกว่า มันจะ เปลี่ยนจากให้เราคอย เป็น running หมั่น refresh บ่อยๆ ครับ :)
โอเค ได้หละ่ .. .หลังจาก นั้น ... เราก็จะสามารถ Customize URL ได้ครับ ในส่วนของ Email
เอาหล่ะ ลองกด Customize URl ไปครับ ในส่วนของ EMAIL
มันจะมีให้เลือกอยู่สองอันคือ URL ที่ Google จัดมา กับ URL ที่เราจะตั้งเอง ..
ในส่วนตรงนี้ก็แล้วแต่ความพอใจของแต่หล่ะท่านครับ ส่วนผม ชอบที่จะเปลี่ยน ฮ่าๆๆ
ผมเลยเป็นเป็น http://Mail.Den-dee.com ตามนี้ครับเพื่อให้ User เราเข้ามาเชคเมลล์ ได้โดย URL นี้
อ๊ะโอ่ ... วิธีที่จะทำให้ URL ที่เราเปลี่ยนนั้นใช้ได้ ก็คือต้องไปทำ URL Forwarding จาก เวปที่ Config Domain น่ะครับ - -'' เริ่มเหนื่อยยย (เห็นม๊ะ ว่าไม่ค่อยเอารูปลงล่ะ) อิอิ
วิธีการเซทก็ไม่ยากครับ เข้าไปที่ dns ในส่วนของที่เราเซท MX กันเมื่อกี๊ หา URL Forwarding ครับ ..
แล้ว Forward : mail.den-dee.com มาที่ http://mail.google.com/a/den-dee.com
ครับเท่านี้ ก็เรียบร้อย เราสามารถที่จะเชคเมลล์ผ่านหน้า http:://mail.den-dee.com ได้เรียบร้อยแล้วครับ ^^''
จริงๆ แล้ว อยากเอา Domain : Ezy-cosmos.com ขึ้นมากกว่าน่ะนี่ - -'' จะได้โปรโมทด้วยเลยย .. อิอิ
แต่เดี๋ยวจะไม่เข้าใจกัน ไม่เป็นไร ฝากไว้ด้วยครับ Ezy-cosmos.com !!
ดีโน๊ะๆๆ อิอิ ได้ตั้ง 100 accounts ด้วยย .. หึหึๆๆๆ
100 Users Email Account With Google Application
เป็นครั้งแรกที่ได้มาโพสในนี้เลยน่ะนี่ หลังจากที่พี่เจ ( Some[1] ) Tag ไป (ยังไม่ได้โพสเลย) ห้ามว่ากันด้วยน่ะ
หุหุ ครั้งนี้ โดน ลุงอ๋อง (FFw) กับ พี่นนท์ (MP3WizarD) รวมหัวกันกลั่นแกล้ง ..
งานแรก เมื่อวานเลย วันที่ 15 / 02 / 50 (ขอปฎิทินไทยหล่ะกัน) ลุงอ๋อง แนะำนำ Google Application ให้
บอกว่า มันให้ Email Account เราตั้ง 100 อัน โดยเป็นชื่อ Domain เราเอง Exam : Email@yourdomain.com
เราก็โห ๆ ดี ๆ ไม่ต้องรัน Email Server เองเว้ยย .. เอาหล่ะ หมักๆๆ .. กว่าจะเสร็จก็ตีสี่ รวมของเราบวกของพี่อ๋อง - -''
วันนี้วันที่ 16 / 02 /50 ตื่นมา ลุงอ๋อง โยนให้ซะงั้น >_< บอกว่าเอสทำ .. พี่นนท์ก็สมทบ เขียน Blog ของวิธีทำเยย .. เอาว่ะๆ ทำก็ทำ อิอิ เกริ่นนานหล่ะ เริ่มกันเลยดีกว่า ... ต้องมี Google Account ก่อนน่ะครับ ถ้าไม่มี ไปสมัคร ที่นี่ี่ น่ะครับ
แล้วก็ต้องมี Domain ของเราเองน่ะครับ ถ้าไม่มี ติดต่อที่ผมได้ที่ MSN : MiHawks@gmail.com
วิธีสมัครไม่ยากอะไร หวังว่าคงทำกันได้น่ะครับ แค่กรอก ชื่อ email กับ password ไปแค่นั้นเอง
เอ๊ะ มี Verify ด้วยน่ะครับ อย่าลืมมม
ขั้นแรก ไปที่ http://www.google.com/a/


จะแนะนำทีล่ะขั้นหล่ะกัน เนื่องจาก เมื่อวาน ท่านอ๋อง กรอกแล้วไม่ผ่าน - -''
1 : organize name : den-dee (ผมใส่ตามชื่อ Host)
2 : Type : Personal
3 : Location : Thailand
4 : Number of accounts needed : 500 (ผมว่าใส่เยอะๆ ดี เผื่อได้ อิอิ)
5 : Does your .... อะไรเนี่ย ผมตอบ : No
6 : ถ้าเพิ่งสมัครใหม่ ก็กรอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราไปน่ะครับ ;) ถ้ามีอยู่แล้วมันจะเรียกข้อมูลมาให้
7 : Jobtitle : ผมใส่ Freelance :) ส่วนจะใส่อะไรก็แล้วแต่ครับ
8 : How Are you Involved in IT Decision ตอบ อันบนสุดครับ
9 : ผมกด Submit Info เลย เืนื่องจากไม่ต้องการ รับข่าวสารอะไรเลย
เก็บภาพไม่ทันแฮ่ะ อันนี้ - -'' (แค่กรอกเองน่าา อิอิ)
กด Submit Info แล้วมันจะขึ้นรูปตามนี้ครับ

่ต่อไปคือ สร้าง Administrator Email :
ตรง Choose Administrator Email ก็ใส่ไปครับ ในนี้ผมใส่ : Takky@Den-dee.com (รู้สึกว่า Admin) จะไม่ให้นะ่ครับ
แล้วก็เลือก Password พร้อมด้วย Confirm Password แล้วก็มาใส่ รหัสตามภาพที่ให้มาา ... เท่านี้ ... ยังไม่จบน่ะค๊าบบ กด I accept Creat my account เลยย ปึ๊บบบ จะเจอปัญหาต่อไปครับ ...
เท่านี้


(ในหน้าที่ทำ่น่ะครับ ไม่ใช่ในนี้)


เจอกัน Blog หน้าจ้าาาา
Special Thank :
ลุงอ๋อง ( FFw ) ผู้ที่ทำให้เรารู้จัก Google Application
ลุงนนท์ (Mp3WizarD) ที่ทำให้เราต้องเขียน Blog นี้
จำไว้เยย !! ตีสี่ อ่ะ ตีสี่ !!!
วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
Zoomless sniper technique for Counter-Strike


การทำปุ่มวิเศษในเคาน์เตอร์สไตรค์
ด้านซ้ายเป็นชื่ออาวุธครับ ด้านขวาเป็นชื่อย่อ ที่ใช้ในการซื้ออาวุธนั้นๆ
IDF Defender galil or defender
CV-47 ak47 or cv47
Schmidt Scout scout
Krieg 552 sg552 or krieg552
Magnum Sniper Rifle awp or magnum
D3/AU1 g3sg1 or d3au1
Clarion 5.56 famas or clarion
Maverick M4A1 Carbine m4a1
Bullpup aug or bullpup
Krieg 550 Commando sg550 or krieg550
9x19mm Sidearm glock or 9x19mm
KM .45 Tactical usp or km45
228 Compact p228 or 228compact
Night Hawk .50C deagle or nighthawk
40 Dual Elites elites
ES Five-Seven fn57 or fiveseven
Leone 12 Gauge Super m3 or 12gauge
Leone YG1265 Auto Shotgun xm1014 or autoshotgun
Ingram MAC-10 mac10
Schmidt Machine Pistol tmp or mp
KM Sub-Machine Gun mp5 or smg
KM UMP45 ump45
ES C90 p90 or c90
M249 m249
Primary Ammo primammo
Secondary Ammo secammo
Kevlar vest
Kevlar+Helmet vesthelm
Flashbang flash
HE Grenade hegren
Smoke Grenade sgren
Nightvision nvgs
Defusal Kit defuser
Tactical Shield shield
พอดูชื่อเสร็จเราก็มาทำคีย์วิเศษกันครับ โดยใช้คำสั่ง "bind"
ซึ่งมีวิธีดังนี้
bind คีย์ "ชื่ออาวุธที่ต้องการ แต่ละอันคั่นด้วยเซมิโคล่อน ;"
ตัวอย่าง (ที่ผมใช้ตลอด)
bind f1 "vesthelm; defuser; deagle; secammo; mp5; primammo"
พอกด F1 มันก็จะซื้อเกราะ+หมวก ที่ปลดระเบิด ปืน 1-3 ปืน 3-2 พร้อมลูกกระสุนเต็มแม็ก...
วิธีการเอาคำสั่งไปใส่ก็ให้เปิด console ขึ้นมาครับ (กด shift+~ เพื่อเปิด console)
แล้วก็พิมพ์คำสั่งลงไป แค่นั้นครับ
source: http://www.killercreation.co.uk/?page=cbuy
วันอังคารที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
ชีวิตสาวเอวี (Adult Video) ที่ญี่ปุ่น
(ยาวหน่อย น่าสนใจดี เลยก๊อปมาให้อ่านกัน)
เรื่องมันมีอยู่ว่าผมกับรุ่นพี่คนอื่นๆไปแม่ฮ่องสอน
เพื่อไปเที่ยวบ้านรุ่นพี่คนหนึ่งที่สายรหัสตรงกับผม
ซึ่งจบไปได้ 6-7 ปีแล้ว
พี่ผมคนนี้ทำงานป่าไม้ โดยมีหน้าที่เป็นไกด์ไปในตัว
เราออกจากเชียงใหม่ตอน9โมงเช้า
ไปถึงที่นู้นก็บ่ายๆกว่าเพราะแวะซื้อของไปเรื่อยๆ
พวกเราไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านแล้วแกล้งบีบแตรดัง
พี่ต๊อก(ชื่อสมมุติ)แกก็ลงมาเปิดประตู หน้าตาเหมือนเพิ่งตื่น
พอพี่ต๊อกเห็นว่าเป็นพวกเรา แกก็อายม้วน บอกว่ามากันได้อย่างไร
จริงๆวันนั้นเป็นวันเกิดพี่ต๊อกแล้วเราก็ไปกินเหล้าตามคำชวนเขาพี่เขา
(ไปเสียไกลเลย) เราร่วมกันhappy birthdayให้พี่เขา
ตอนที่กำลังยกของลงจากรถ แฟนพี่ต๊อกก็มาช่วย
เราได้แต่ตะลึงในความงามของแฟนพี่ต๊อก
หน้าเธอสวยยิ่งกว่าดาราบ้านเราอีก หุ่นก็สูงขาว
เธอเป็นคนญี่ปุ่น
พูดไทยได้บ้าง
เราหันไปค้อนพี่ต๊อกที่มีของดีๆแบบนี้โดยไม่เคยบอกกัน
หลังเก็บของเสร็จเราก็พากันออกไปเที่ยวโดยมีพี่ต๊อกนำขบวน
สายตาของพวกเรานับ10
คู่ลุกเป็นไฟทุกครั้งเวลาที่พี่ต๊อกเล่นกับแฟน
พวกเราเลยแอบค้อนพี่ต๊อก
ว่าสนใจแต่แฟนไม่เคยสนใจเลยน้องๆ เนี่ย
พี่ต๊อกแกก็ยิ้มๆไม่พูดอะไร
จนตกกลางคืน จริงๆผมไม่กินเหล้า
ผมกะมานั่งคุยนั่งเล่นกับพวกพี่ๆ เขาเฉยๆ
หัวข้อในวงเหล้าก็ไม่พ้นเรื่องแฟนพี่ต๊อกนั่นแหละ
เราชมว่าแฟนพี่เขาดีอย่างนั้น ดีอย่างงี้ ไม่เหมาะกับพี่ต๊อกเลย
จนดึกๆพี่แกนึกครึ้มยังไงไม่รู้ถามว่า"เอ็งเชื่อไหม
แฟนกูเคยแสดงหนังเอ็กซ์"
พวกเราหยุดเงียบ วงเหล้ากลายเป็นป่าช้าในทันใด
ตอนแรกเรานึกว่าพี่ต๊อกพูดเล่น
พี่ต๊อกแกหันไปมองที่ห้องนอนดูว่าแฟนแกหลับจริงๆหรือยัง
แล้วแกก็กลับมานั่งที่โต๊ะ มีกลุ่มพวกเราที่หน้าเสียไปแล้ว
พี่ต๊อกหน้าเครียด ดูไม่เหมือนอาการเมาเหล้าเลย
พี่ต๊อกเริ่มเล่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งให้ฟัง
แฟนพี่ต๊อกเป็นคนที่สวยจัดเป็นไอดอลคนหนึ่งตอนที่อยู่ญี่ปุ่น
แต่ไม่ดังเพราะมีคนอื่นๆที่ใช้เส้นสายในวงการ
(ขอใช้คำว่าเธอแทนแฟนพี่ต๊อกนะ)
เธอเป็นลูกสาวของนายอำเภอหญิงคนหนึ่งในเกียวโต
มีคนมาจีบเธอมากมาย
งานแสดงโฆษณาก็มีเยอะ
เธอเข้าประกวดทุกงานที่มีจัด
และส่วนใหญ่เธอก็จะชนะ
จุดหักเหของชีวิตเธอคือวันหนึ่ง มีงานถ่ายแบบที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง
ทุกทีเธอจะมีแม่มาด้วยแต่ครั้งนี้แม่ติดธุระ
เธอจึงมากับเพื่อนคนอื่นๆ
เมื่อถ่ายแบบเสร็จ
ผู้กำกับก็ให้เธออยู่ก่อนแล้วทุกคนก็เหมือนพร้อมใจกันทิ้งเธอไว้
ในห้องสตูดิโอคนเดียว
มีเสียงเคาะประตู เธอก็ไปเปิด มีกลุ่มชายยากูซ่านับ10
คนยืนอยู่ที่หน้าประตู
หนึ่งในจำนวนนั้นมีลูกนักการเมืองคนดัง
ซึ่งเคยมาจีบเธอแต่เธอไม่สนอยู่ด้วย
พวกมันเข้ารุมทำร้ายเธอ
เธอเคยคิดแบบผู้หญิงคนอื่นๆ
คืออยากจะเก็บความบริสุทธิ์ไว้ตอนแต่งงาน
แต่แล้วเธอก็ต้องเสียมันไป
มีหลายคนเคยบอกว่าเวลาที่มีเซ็กซ์กัน
แม้จะไม่ได้รักแต่อารมณ์จะคล้อยตามไปอย่างมีความสุข
เธอบอกว่ามันเป็นคำโกหกทั้งเพ เธอไม่ได้มีความสุขเลย
มันยิ่งกว่าตกนรกด้วยซ้ำ
เวลาที่มีร่างชายแปลกหน้ามาทาบบนร่างกายเธอมันเหมือนมีมัจจุราชมาฆ่า
เธอ
เธอคิดถึงแม่มาก เธอร้องไห้ไปจนน้ำตาไม่มีจะให้ไหลอีก
พวกชายพวกนั้นเสร็จกิจ ก็ทิ้งเธอนอนกองอยู่ตรงนั้นแหละ
เธอซมซานกับมาบ้าน
เธอเข้าสวมกอดกับแม่
โดยที่แม่เธอก็ร้องไห้ด้วยเพราะก่อนหน้าที่เธอจะกลับมามีวิดีโอส่งมา
เป็นภาพที่ลูกสาวของตนกำลังโดนข่มขืน
คิดดูเองนะว่าหัวใจแม่จะโดนขยี้หนักมากขนาดไหน
วันต่อมาก็มีรถจากยากูซ่ามารับเธอ แต่แม่เธอไม่ให้ไป
ตัวเธอเองก็ไม่อยากจะไป
ยากูซ่ายกหูโทรศัพท์โทรไปหาบุคคลคนหนึ่งซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
แต่คนๆนี้มีความสำคัญต่อการเมืองญี่ปุ่นมาก
แม่ร้องไห้อีก แล้วหันมามองหน้าเธอแล้วสวมกอด
เธอรู้ได้ทันทีว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป
เธอก้าวขึ้นรถ มันเหมือนเธอจะต้องก้าวไปยังแดนประหาร
เธอถูกส่งเวียนไปหานักการเมืองหลายคน
ก่อนที่ยากูซ่าจะส่งเธอไปถ่ายหนังเอวี
แรกๆหนังพวกนี้จะเซ็นเซอร์ช่วงล่างให้เธอ เวลาก่อนถ่ายทุกครั้ง
พวกยากูซ่าจะบังคับให้เธอเสพยา
บางครั้งก็จะลืมความเจ็บปวดได้ชั่วขณะหนึ่ง
แต่พอถึงเวลาทำแบบนั้นจริงๆ
เธอกับเจ็บปวด ถึงกับร้องออกมา
(เพิ่งรู้ว่าที่เสียงๆดังนั่นไม่ใช่การแสดง)
แม้บางทีเธอจะมีอารมณ์ร่วมแต่ความรู้สึกเธอก็ไม่ต่างจากขยะอะไรเลย
วันหนึ่งเธอจะเห็นผู้ร่วมชะตากรรมซึ่งเป็นผู้หญิงนับหมื่นคนใน1
ห้องสตูดิโอ
ผู้หญิงเหล่านั้นเวลาไปโรงเรียนก็มักจะเจอสายตาจากเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน
ว่าแรด
ร่านบ้างล่ะ
เพื่อนผู้ชายก็ชวนเธอขึ้นเตียงอย่างเดียว
เธอรู้สึกได้เลยว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้เหมือนการ์ตูนที่เคยอ่านเลย
หลายครั้งที่เธอคิดจะฆ่าตัวตาย
จริงๆก็มีเพื่อนดาราเอวีของเธอคนหนึ่งฆ่าตัวตาย
ข่าวออกได้วันเดียว
หลังจากนั้นก็ข่าวโดนปิด
เธอสงสารแต่แม่
แม้เงินที่ยากูซ่าให้มาจะใช้ทั้งชีวิตก็ไม่หมดแต่เธอก็อยากจะเลิกเธอเคย
หนีไป
อยู่........(อะไรสักที่นี่แหละในญี่ปุ่นผมจำชื่อไม่ได้)
แต่ยากูซ่าก็ยังตามไปเอาเธอกลับมาแสดงหนังลามกอีกจนได้
ความนิยมของเธอมากขึ้นจนติดหนังเอวีท๊อป 1
ของญี่ปุ่นไปหลายเดือนมาก
เธอไม่รู้ว่าจะภูมิใจกับมันดีหรือขยะแขยงกับมันดี
จนในที่สุดเธอก็หมดความนิยม
แต่ยากูซ่าก็ยังอุตสาห์เอาเธอไปศัลยกรรม
และส่งเธอไปขายตัวที่ต่างประเทศเกือบปี
นับจากวันที่เลวร้ายที่สุดของเธอ6
ปี
แต่เธอเหมือนทุกวันคืออเวจีดีๆนี่เอง
ยากูซ่ายกเลิกสัญญาถ่ายหนังกับเธอทั้งหมด
เพราะมีนางแบบหน้าใหม่มาแทนเธออีกเพียบ จากเมื่อก่อนมีแค่หมื่นคน
เธอคิดว่าปัจจุบันจะเพิ่มเป็นแสนคน
เธอทิ้งเงินครึ่งหนึ่งไว้ที่แม่
อีกครึ่งหนึ่งเธอทิ้งญี่ปุ่นแล้วมาเที่ยวเมืองไทย
เธอเดินทางไปเที่ยวเหนือ และก็มาเจอกับพี่ต๊อก
พี่ต๊อกกำลังจบใหม่ได้ 2-3 ปี
จบออกมาก็มีคุณอาชวนมาทำงานที่แม่ฮ่องสอน
และระหว่างที่เป็นไกด์ก็ได้เจอกัน
พี่ต๊อกประทับใจเธอตรงที่เป็นคนต่างชาติที่สวยและพูดฟังภาษาไทยได้ชัดเจน
มาก
(คุณพ่อเธอเป็นคนไทย)
ตอนแรกพี่ต๊อกไม่ได้รู้เรื่องนี้เลยก็เลยจีบแบบถวายหัวกะว่าถ้าไม่ได้คน
นี้จะ
ไม่รักใครแล้วจริงๆ เธอก็ไม่อยากให้ความหวังอะไรพี่ต๊อกมาก
แต่พี่ต๊อกก็ตามตื้อ ในช่วง6 ปีที่ผ่านม
เธอรู้สึกว่าช่วงนี้เหมือนได้ขึ้นสวรรค์
เพราะเธอได้เจอกับคนที่รักเธอจริงๆ และเธอก็รักพี่ต๊อกมากด้วย
(พวกเราแอบหัวเราะพี่ต๊อกนิดนึงตอนที่พี่ต๊อกเล่าว่าเธอก็รักพี่ต๊อกมาก
ด้วย)
จนเขาคบกันมาได้ปีกว่าพี่ต๊อกคิดอยู่เหมือนกันว่าจะขอแต่งงาน
วันหนึ่งพี่ต๊อกมาเที่ยวเชียงใหม่มาพักหอของพี่คนหนึ่งในคณะ
แล้วก็ดูหนังโป๊กัน แล้วบังเอิญที่พี่ต๊อกพบหนังอย่างว่าของเธอ
พี่ต๊อกคิดว่าคงจะเป็นใครที่หน้าคล้ายๆ กันเฉยๆ
พี่ต๊อกขอยืมแผ่นหนังนี้ไปเปิดให้เธอดูบอกว่าคนๆ
นี้หน้าเหมือนเธอจังเนอะ
เธอร้องไห้ตั้งแต่เห็นแผ่นแล้ว ระบายเรื่องทั้งหมดให้พี่ต๊อกฟัง
พี่ต๊อกก็ฟังอย่างช็อกไป
เช้าวันรุ่งขึ้นพี่ต๊อกเก็บของกลับบ้านที่ตาก
ส่วนเธอเองก็เข้าใจดีและเก็บของเตรียมจะไปจีนแต่ขอให้เห็นหน้าพี่ต๊อกอีก
ครั้ง
พี่ต๊อกไป3 วันกลับมา
เธอไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากไปซื้อข้าวหน้าปากซอย
พี่ต๊อกบอกเธอว่าเดี๋ยวไปเที่ยวบ้านเกิดเราหน่อยสิ
ตอนแรกเธอจะไม่ไป
อยากจะหนีไปจีนลูกเดียวแต่ก็ลงเอยที่เธอไปตากกับพี่ต๊อก
พี่ต๊อกพาเธอมาที่หลุมศพพ่อกับแม่พี่ต๊อก
พี่ต๊อกพูดต่อหน้าหลุมศพว่า
"ชีวิตผมขาดพ่อกับแม่ให้ความดูแลมาตั้งแต่เด็ก
แต่ผมก็ภูมิใจที่พ่อกับแม่ให้กำเนิดผมมา
ตรงหน้าพ่อกับแม่นี้มีผู้หญิงที่เธออาจจะไม่ใช่คนดีที่เลิศเลอที่สุด
แต่เธอก็คือผู้หญิงที่ผมรักที่สุด
ผมจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้นในที่ผ่านมา
ผมรู้แต่ว่าเขาเป็นคนให้กำเนิดหลานของพ่อกับแม่
และหลานของพ่อกับแม่จะเป็นคนดี ผมสัญญา"
ตอนที่พี่ต๊อกหันกลับไป เธอยืนน้ำตาซึมอยู่ข้างหลัง
(พวกผมเองยังน้ำตาซึมเลย)
เรื่องมันก็จบแค่ตรงนั้นตรงที่พี่ต๊อกกับเธอยืนกอดกันกลมต่อหน้าสุสา
ของพ่อกับแม่ ไม่อายผีอายสาง
แต่ผมว่าผีสางคงจะเขินอายและอวยพรให้เขาทั้งคู่อ่ะนะ
ชีวิตพี่ต๊อกเองที่ผ่านมาก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก
เคยเสพยาจนโดนตำรวจจับ
เคยตีกับตำรวจ
แต่ชีวิตเลวร้ายของทั้งคู่ก็ผ่านไปแล้ว
มันทำให้ผมเชื่ออยู่ถึงจนบัดนี้ว่าความรักมันทำให้เราเริ่มต้นใหม่ได้
สายๆ ของวันต่อมาเราพร้อมใจกันทำความสะอาดบ้านพี่ต๊อก
แล้วเราก็ได้เห็นรอยยิ้มของคนทั้งคู่
มันทำให้ผมอบอุ่นไปทั้งหัวใจเวลาที่เห็นใครสักคนได้ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วย
กัน
แล้วมาลงเอยด้วยกันอย่างมีความสุข
ผมขึ้นรถทีท้ายกระบะ
พวกเรานั่งมองพี่ต๊อกและเธอโบกมืออำลามาแต่ไกล
ข่าวดีคือเธอท้อง4 เดือนแล้ว อีก 5 เดือนเราจะไปอุ้มหลานกัน
ข่าวร้ายคือพี่ต๊อกไม่มีตังค์แต่งงาน
แม้ว่าเราจะยื่นเงินก้อนให้กู้หรือให้เปล่าๆ เลยแกก็ไม่เอา
ผมคิดเรื่องของพี่ต๊อกมาตลอดทาง
ผมคิดว่าชีวิตเราก็เหมือนละครฉากหนึ่ง
พอถึงจุดหนึ่งละครมันก็จะจบไปแบบฉบับของมันเอง
คุณล่ะ....... ถ้าแฟนคุณเคยผ่านอะไรร้ายมาคุณจะซ้ำเติมเขา
หรือรักเขาให้สุดหัวใจของคุณ
ผมมีคำตอบของตัวผมแล้ว
แต่ผมไม่บอกหรอก
รู้อย่างนี้แล้วยังจะอยากดูหนัง AV อยู่หรือเปล่าครับ???
เพราะความต้องการมาก เลยทำให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อแบบนี้ไง
น่าจะคิดกันบ้างน่ะว่าทำไม ดาราหนัง AV
ของญี่ปุ่นถึงมีเยอะแยะมากไปหมด
วันจันทร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
ใหนๆก็จะใกล้วาเลนไทน์หละ มาเรียนรู้เพิ่มเติมกันหน่อยดีมั้ย?
ที่มาจาก http://www.pooyingnaka.com
คำเตือน : บทความนี้อาจไม่เหมาะกับ "เยาวชน" หรือคนที่มีความยับยั้งชั่งใจต่ำ หากเข้าข่าย โปรดข้ามไปอ่านเรื่องอื่น!!(ห้ามไปก็แค่นั้นแหละอ่านกันไปเถอะครับ แล้วนำเอาไปใช้กับชีวิตรักของคุณซะเพื่อความสุขของคุณและคู่รักของคุณ)
เริ่มจากการสำรวจรูปพรรณสัณฐานโอโบ๊ะจาม๊ะจากภายนอก ซึ่งแต่ไหนแต่ไรคุณอาจไม่เคยสนใจดูอย่างใกล้ชิดและจริงจังมาก่อน
บริเวณที่ลาดมาจากท้องน้อย คุณจะพบกับ “เนินนาง” หรือ “โคกพระนาง” ที่มีขนาดน้อยใหญู่สูงต่ำแตกต่างกันไป เนินนี้มักปกคลุมด้วยกลุ่มขน หนาบ้างบางบ้างแล้วแต่คนอีกเหมือนกัน ถัดจากเนินลงมานิดหน่อยจะพบสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ซึ่งต่ำลงมาจะมีรอยแยก หรือปากช่องแคบมะละกา รอยแยกของบางคนประกบกันแน่นหนา แต่ในบางคนก็เพียงแย้มยิ้มอยู่พองาม (อิอิ)
ปากช่องแคบมะละกานี้จะมีม่านปิดไว้สองชั้น ม่านชั้นนอกคือ “แคมใหญ่” เป็นม่านที่หนาและหนัก หากใช้นิ้วมือแหวกเบาๆ ด้วยความรักและทะนุถนอม ก็จะพบ “ม่านชั้นใน” หรือ “แคมเล็ก” เป็นม่านที่บางเบา บุผ้าลูกไม้มีสีต่างกันไป ตั้งแต่ชมพู แดงเรื่อ ไปจนถึงดำคล้ำ ในบางคนม่านชั้นนอกปกปิดม่านชั้นในไว้อย่างมิดชิด แต่ก็มีเป็นจำนวนมากที่ม่านชั้นในยาวกว่าม่านชั้นนอก ส่งผลให้ปลายผ้าลูกไม้โผล่แพลมออกมาให้เห็นได้เหมือนกัน
ไล่เลียงตามแนวปากช่องแคบมะละกาลงใต้ไปนิดหน่อย ก็จะพบ “ปากถ้ำขุนตาล” ได้ในที่สุด ปากถ้ำขุนตาลนี้เป็นสถานที่อันตราย ถ้าไม่แก่กล้าด้วยวิชากำลังภายในถึงขั้นจอมยุทธแล้วละก็ อย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันเป็นอันขาด (คุณชายปลาไหลเจอมาแล้ว โปรดระวังอาจโดนเทอเอาขาหนีบได้ แล้วจาหาว่าไม่เตือน)
วกกลับตามรอยแยกขึ้นมาทางทิศเหนือ ถัดจากจุดบรรจบด้านบนของม่านชั้นในเข้าไปประมาณสัก 5 องคุลี จะพบกับปุ่มเปิดป้าย สมัยที่ยังเด็กๆ อาจได้ยินเขาเรียกกันว่า “เม็ดละมุด” หรือชื่อสมัยใหม่ก็คือ “คริด~ ( จะเรียกว่าอะไรก็ช่างเถอะ แต่คุณชายปลาไหลชอบจับมันเล่น )
ที่ช่องแคบมะละกานั้น เนื่องจากช่องแคบนี้มีความคดเคี้ยว และเป็นช่องแคบซึ่งตั้งอยู่ในเขตมรสุม จึงมีความชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดปี ผ่านปากช่องแคบเข้าไปสัก 12 องคุลี หากแหงนหน้าขึ้นไปข้างบนจะพบปากท่อระบายน้ำ สุดท้ายปลายสุดของช่องแคบคือปากประตูบ้านเก่าของเราแต่ก่อน จำได้หรือเปล่าล่ะ ตอนออกมาลืมตาดูโลกนั่นน่ะ (จำไม่ได้อ่ะ)
ทีนี้ก็มาถึงขั้นจรยุทธ์กันล่ะ
เชื่อว่าก่อนจุดจรวดอาร์พีจีเข้าถล่มนั้น หนุ่มๆ คงใช้ปากและลิ้นบรรเลงเพลงจากจากไหนต่อไหนมาก่อนแล้ว เอาเป็นว่า ก่อนบุกช่องแคบมะละกา ตั้งต้นที่สะดือก็ละกัน
จากสะดือให้ไล่ไล้ไปที่บริเวณท้องน้อย ใช้ปากขย้ำเนินเนื้อบริเวณหัวหน่าวเบาๆ ไล่เลียงไปตามขอบม่านชั้นนอก ถึงตรงนี้คุณอาจได้ยินเสียงสูดปากเบาๆ (บางคนจะมีอาการตัวสั่นเหอๆ) เสียงนี้เปรียบประดุจเสียงเชียร์หรือเพลงมาร์ช ที่จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีความมุมานะมากขึ้น
ค่อยๆ ไล้ลิ้นไปตามซอกขาหนีบ ที่พึงต้องระวังคืออย่าให้เส้นฝอยทองของเธอบาดลิ้นคุณ ถ้าจำเป็นต้องใช้ลิ้นแหวกพงหญ้าคา กรุณาค่อยๆ ทำการแหวกแหวก เพราะถ้าแหวกแรงเกินไป ลิ้นคุณจะบาดเจ็บเสียก่อน (โดนมาแล้วแสบลิ้นเยย - -") ทางที่ดีควรบอกกับสาวคนรักว่า ควรตัดแต่งทุ่งหญ้าคาให้สั้นและเป็นระเบียบอยู่เสมอ ถ้าไม่มีข้อจำกัดของเวลา อาจไถลไปไกลถึงขาอ่อนทั้งสองข้าง หัวเข่า หัวแม่เท้าและฝ่าเท้า ก่อนที่จะวกกลับขึ้นมาข้างบนอีกรอบก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด
เมื่อกลับมาถึงปากช่องแคบมะละกาอีกครั้ง ค่อยๆ ใช้ลิ้นของคุณแหวกม่านประเพณี เอ๊ย! ม่านชั้นนอกเข้าไปจนลิ้นของคุณสามารถสัมผัสกับขอบลูกไม้ม่านชั้นใน แตะไล้ลิ้นของคุณเบาๆ ไปตามขอบลูกไม้ของม่านชั้นในอย่างต่อเนื่องและบางเบา จากบนลงล่าง แล้ววกกลับจากล่างขึ้นบน วนไปวนมาช้าๆ สังเกตให้ดีถึงความรัญจวนใจที่เพิ่มมากขึ้นจากเสียงคราง และความชุ่มชื้นดุจไอหมอกยามเช้าซึ่งกลั่นตัวจากภายในช่องแคบมะละกาเอ่อล้นผ่านม่านชั้นในออกมา ผสมผสานกับน้ำลายของคุณจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน
ค่อยๆ ใช้ปลายลิ้นของคุณแตะที่ “คริด” เบาๆ ถึงจุดนี้ คริดหรือเม็ดละมุดของเธอจะแข็งเป็นไต สังเกตได้เมื่อปลายลิ้นของคุณสัมผัสถูกจุด สะโพกผายของเธอจะเริ่มส่ายไปมา หากเธอแยกขาอยู่ ให้รวบขาของเธอเข้าด้วยกันให้แนบสนิทแล้วปล่อยออกเป็นระยะๆ จะช่วยเร่งอารมณ์ของเธอได้ดียิ่งขึ้น ใช้ปลายลิ้นของคุณตวัดไล้คริดของเธออย่างต่อเนื่อง พยายามตวัดปลายลิ้นให้เลียไล้ไปให้ทั่วทุกส่วนของคริด ย้ำว่าคุณต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่าทำๆ หยุดๆ จะเหนื่อยเปล่า ตั้งหน้าตรงๆ สลับกับการเอียงหน้า เพื่อที่จะไล้เลียม่านลูกไม้จากด้านข้าง ถ้าเมื่อยคอ ให้ควานหาหมอนสักใบมารองก้นเธอไว้
เมื่อเร่งอารมณ์ของเธอมาถึงจุดนี้ ซึ่งเป็นระยะที่หญิงจะมีอารมณ์และความเสียวซ่านแบบต่อเนื่องรุนแรง ถ้ำทองของเธอจะเปียกชุ่มไปหมด อย่างหยุด รุกเร้าต่อไป เพิ่มน้ำหนักที่ปลายลิ้น พร้อมๆ กับใช้ลิ้นของคุณซุกไซร้เข้าไปในช่องแคบมะละกาให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถอนออกช้าๆ แล้วซุกเข้าไปใหม่ ถอนออกช้าๆ ให้ปลายลิ้นของคุณละไล่ผ่านเพดานและคริดของเธอออกมา ถอนออกช้าๆ ซุกเข้าเร็วๆ
ละมือข้างที่คุณถนัดจากเนินนมของเธอ ลงมาด้านล่างใต้คางของคุณเอง เริ่มจากใช้ปลายนิ้วชี้ เขี่ยไล้เบาๆ บริเวณด้านล่างสุดของปากช่องแคบส่วนที่ต่อกับรอยฝีเย็บ ซึ่งขณะนี้จะเปียกชุ่มโชก ในขณะที่ลิ้นของคุณซุกเข้า ถอนออก อย่างต่อเนื่อง
หงายมือขึ้นแล้วใช้นิ้วกลางค่อยๆ สอดเข้าผ่านม่านชั้นนอกและม่านชั้นในเข้าไปข้างในช่องแคบมะละกา ช้าๆ ลอดใต้ลิ้นของคุณเข้าไปโดยงอให้นิ้วคุณโค้งงอไปตามความโค้งงอของช่องแคบ พยายามให้ปลายนิ้วของคุณละไล้เบาๆ ไปตามเพดานด้านบนของช่องแคบจนกระทั่งรู้สึกว่านิ้วสัมผัสกับเนินเนื้อแข็งเป็นลอนๆ ถี่ๆ ด้านบนของช่องแคบมะละกา สิ่งที่คุณพบนั้นคือ G-Spot (จีสปอต) ซึ่งเปรียบเสมือนปุ่มปล่อยนิวเคลียร์ กดเบาๆ เพื่อยืนยันการยิงขีปนาวุธ ออกแรงดันปลายนิ้วของคุณขึ้นด้านบนแล้วปล่อย ดันแล้วปล่อย ลิ้นก็ทำงานไปเรื่อยๆ เสียงครวญครางของเธอจะดังขึ้นทุกที พร้อมๆ กับสะโพกที่ส่ายรุนแรงขึ้น เพื่อเสริมแรงคุณอาจกดหน้าและจมูกของคุณให้แนบกับโอโบ๊ะจาม๊ะ ให้มากที่สุด กดแล้วปล่อย กดแล้วปล่อย ค่อยๆ ละมืออีกข้างของคุณจากเนินนม มาที่โอโบ๊ะจาม๊ะ ใช้นิ้วมือทั้ง 5 เกาพงหญ้าสลับกับการออกแรงกดบริเวณโอโบ๊ะจาม๊ะ (บางคนในช่วงนี้จะถึงกับจับหัวเรากดขึ้นลงๆ และเด้งเอวสู้อย่างน่ากลัว ต๊กโตหลวงเป็นมาแล้ว ^_^)
ความรู้สึกของเธอในขณะนี้คือความรู้สึกที่เสียวซ่านจนบอกไม่ถูก คล้ายๆ กับว่าร่างกายต้องการขับอะไรสักอย่างออกมาอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดระเบิด เธออาจเห็นแสงสว่างวาบภายในเปลือกตาที่ปิดสนิท ร่างกายขมวดเกร็ง รู้สึกดังว่าตัวเองลอยขึ้นแล้วตกลงมาอย่างรวดเร็ว นิ้วของคุณที่คาอยู่ในช่องแคบมะละกาจะรู้สึกได้ถึงแรกบีบที่รุนแรง พร้อมๆ กับการกระตุกตุบๆ เบาๆ สองสามที หรือมากกว่านั้น อย่างเพิ่งหยุด ดำเนินการต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่ค่อยๆ ถอนนิ้วจากของคุณออกจากช่องแคบมะละกาช้าๆ
เมื่อผ่านจุดสูงสุดของอารมณ์ เธอจะเข้าสู่ระยะผ่อนคลาย หญิงบางคนจะเกิดอาการจั๊กกะจี้ ไม่ยอมให้คุณดำเนินการต่อเนื่อง แต่มีหญิงเป็นจำนวนมาก ที่สามารถถึงจุดสุดยอดได้เป็นชุดๆ หลังจากถึงจุดสุดยอดในครั้งแรกแล้ว หากคุณดำเนินการต่อเนื่องก็จะสามารถเกิด After Shock ต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด (จิงๆนะต่อได้นานจิง)
อย่าเพิ่งรีบผละหนีจากเธอเมื่อส่งถึงฝั่ง จงนอนกอดก่ายลูบไล้ร่างกายเธอไปเรื่อยๆ เมื่อเธอผ่านพ้นระยะผ่อนคลายไปแล้ว อาจค่อยๆ ให้เธอดำเนินการตามขั้นตอนและเทคนิคการทำโอษฐกามโดยหญิงให้กับคุณต่อไปหรือจะเข้าสู่กระบวนการร่วมรักมาตรฐาน ก็ตามแต่สนธิสัญญาของคุณกับเธอที่ทำไว้ด้วยกัน (โห้ย ใครไม่ต่อกันก็บ้าแล้วเครื่องร้อนซะปานนี้)
ืที่มา http://blog.hunsa.com/ragtipkawee/blog/9639
แม้มีรายงานบอกว่าการเปลี่ยนท่าร่วมรักนั้นมาจากท่าพื้นฐานเพียงแค่ไม่กี่ท่า ซึ่งก็ไม่พ้นท่าชายอยู่บนหญิงอยู่ล่าง, หญิงอยู่บนชายอยู่ล่าง, หันหน้าเข้าหากัน, เข้าทางด้านหลัง, ด้านข้าง, ท่าอุ้มลอยเกาะเอว, ท่าหกคะเมน (69), ท่าโก้งโค้งและท่าควบม้า แต่เมื่อรู้สึกว่าเซ็กซ์ไม่มีรสชาติแปลกใหม่ ท่าทั้งหลายบนเตียงก็ใช้จนหมดแล้ว ทำไมไม่ลองหาท่าเด็ดมากระตุ้นให้รักเร่าร้อนดูล่ะ ทั้งคุณแลคู่ของคุณจะไดถึงจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อย่าลืมเล้าโลมด้วยสายตา ลูบไล้ และใช้คำพูดกระตุ้นด้วย รับรองเซ็กซ์จะเพริดจนเกินห้ามใจ ( จิงๆๆนะจะบอกให้ )
1. ท่านิวมิชชันนารี (The New Missionary)
ส่วนมากจะคล้ายท่ามิชชันนารี (หญิงอยู่ล่าง ชายอยู่บน) จุดเน้นอยู่ที่ขาทั้งสองของผู้หญิง เมื่อผู้ชายนอนคว่ำหน้าเหยียดยาวราบบนตัวผู้หญิง ให้ผู้หญิงยกขาทั้งสองไขว้รอบเอวผู้ชายไว้ เพื่อช่วยให้ผู้ชายสอดใส่ง่ายขึ้น
คำแนะนำ : ยิ่งผู้หญิงยกขาสูงเท่าไรผู้ชายก็ยิ่งสอดใส่ได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น ท่านี้มีข้อดีของท่ามิชชันนารีอยู่ด้วย คือคู่รักสามารถสื่อสารกันได้ด้วยสายตา สองมือเคลื่อนไหวได้อิสระ และยังกระตุ้นอารมณ์ได้ดีอีกด้วย
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ผู้หญิงใช้เรียวขาทั้งสองไขว้โอบรอบสะโพก หลังหรือแม้กระทั่งไหล่ของผู้ชาย โดยให้เป็นรูปตัววี
แบบที่ 2: สำหรับผู้หญิงพลังสูงก็น่าจะใช้สองเรียวขาไขว้โอบรัดลำตัวของฝ่ายชายไว้ จากนั้นพลิกตัวกลับให้อยู่ในท่าผู้หญิงอยู่บนผู้ชายอยู่ล่าง
แบบที่ 3 : ถ้าคุณใช้ท่านิวมิชชันนารีแล้วยังรู้สึกเบื่อแทบตาย ก็จงรีบเปลี่ยนไปใช้ท่าอื่นเสียเถอะ
2. ท่าหกคะเมน (69 Linkage)
หรือที่เรียกว่า ท่า 69 เป็นท่าที่เป็นไปตามตัวเลข คือการกลับหัวกลับหาง ไม่ว่าชายหญิงนอนลงแล้วใครจะอยู่บนหรือล่างก็ไม่เป็นปัญหา หากแต่เคล็ดลับของท่านี้อยู่ที่ปาก และนอกจากใช้ปากแล้วยังใช้มือเป็นตัวช่วยได้อีก
คำแนะนำ : ท่า 69 เป็นท่าที่แสดงได้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นของทั้งคู่ และยังมีคนมองว่านี่น่าจะเป็นท่าที่ทั้งสองได้สัมผัสเรือนร่างกันและกัน แต่ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศให้ดีก่อนและจะดีที่สุดเมื่อได้พูดคุยกันก่อนใช้ท่านี้
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
เวลาใช้ท่า 69 นี้ให้ทั้งคู่ลองใช้ท่าคะแคงนอนเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในท่วงท่าที่ตนเป็นฝ่ายรุกทั้งสองคน และนอกจากใช้ปากแล้วก็น่าจะใช้มือเข้าช่วยด้วย
ไม่แนะนำ : ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรๆที่มีกลิ่นคาวหรือรสฝาดขมก็ควรจะเลี่ยงท่านี้ และห้ามใช้ท่านี้ตอนเมาแอ๋เด็ดขาด
3. ท่ามิชชันนารี (The Missionary)
เชื่อกันว่าท่าร่วมรักที่ชายอยู่บนหญิงอยู่ล่างนั้นเป็นท่าร่วมรักที่แพร่หลายที่สุดในโลก เป็นท่าร่วมรักซึ่งเป็นธรรมชาติที่สุดและเหมาะสมที่สุด
คำแนะนำ : ผู้หญิงหัวโบราณที่มองเรื่องเพศเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ย่อมเป็นสาวกของท่านี้ ถ้าคุณไม่ชอบใจท่าร่วมรักที่เหมือนสัตว์ และอยากส่งสายตาประสานกันขณะร่วมรักแล้วใช้สองมือลูบไล้เรือนร่างของอีกฝ่าย ท่ามิชชันนารีนี้ก็น่าจะเป็นท่าแรกที่คุณเลือกใช้ในการร่วมรัก
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ใช้มือของคุณให้เป็นประโยชน์
แบบที่ 2: ให้เรือนร่างของเขาแนบชิดสนิทกับตัวคุณ สองแขนโอบกอดคุณไว้แนบแน่น เพื่อรับรู้ถึงจังหวะและแรงกระแทกของการสอดใส่เข้าออก
ไม่แนะนำ : ถ้าคุณชอบเป็นฝ่ายรุกในกิจกรรมบนเตียงแล้วล่ะก็ ท่ามิชชันนารีอาจทำให้เบื่อตายเลยก็ได้
4. ท่าหูกระต่าย (The Rabbit Ears)
ฝ่ายหญิงยกเรียวขาทั้งสองขึ้นกอดไว้ พร้อมถ่างขาออกแล้วชันเข่าจนเกือบถึงใบหู เปิดเผยให้เห็น "กิฟต์เซต" ซึ่งฝ่ายชายจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนขณะที่เขากำลังสอดใส่
คำแนะนำ : ท่ายากๆที่พลิกแพลงมาจากท่ามิชชันนารีนี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ตัวอ่อนมากๆและเป็นท่าที่เหมาะสำหรับผู้ชายที่มี "เจ้าหนูสั้น"
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: เหมือนท่าร่วมกอดรัดเป็นตัว V โดยใช้หมอนรองไว้ตรงช่วงเอว จะช่วยให้ส่วนล่างของร่างกายทั้งคุณและเขาได้สัมผัสกันได้ลึกขึ้น
แบบที่ 2: ให้เขาใช้มือยกก้นของคุณขึ้น หรือลูบไล้คลึงเคล้นบริเวณที่ไวต่อการสัมผัสบนตัวคุณ เพื่อกระตุ้นปลุกเร้าให้คุณมีอารมณ์มากขึ้น
ไม่แนะนำ : ถ้าเขามี "เจ้าหนูยาว" และคุณเองทนรับแรงกดบริเวณเอวไม่ไหว้ ก็อย่าลองใช้ท่านี้จะดีกว่า
5. ท่าโก้งโค้ง (The Doggie)
ผู้หญิงคุกเข่าอยู่ในท่าคลานสี่ขา มือทั้งสองยันพื้นค้ำลำตัวไว้ หรือจะโก้งโค้งปล่อยช่วงบนลำตัวให้เป็นอิสระก็ได้ ผู้ชายคุกเข่ากางขาอยู่ระหว่างสองขาของผู้หญิง ใช้สองแขนโอบรัดเอวผู้หญิงไว้ แล้วสอดใส่จากข้างหลังเข้าไป
คำแนะนำ : ท่าโก้งโค้งเป็นหนึ่งในสามท่าเด็ด และเป็นท่วงท่าร่วมรักเบื้อต้น ท่านี้ผู้ชายทำหน้าที่เป็นคนนำจังหวะ ส่วนใหญ่ผู้ชายที่มี "เจ้าหนูสั้น" มักจะชอบใช้ท่านี้ เพราะสามารถสอดใส่ได้ลึก ควบคุมจังหวะให้ช้าหรือเร็วก็ได้ สำหรับผู้หญิงก็รู้สึกได้ว่ามี "แท่งเนื้อ" สอดใส่อยู่ในร่างกายตัวเองแม้จะ "สั้น" ก็ตาม ถ้าหากคุณชอบเป็นผู้รับ คุณก็น่าจะชอบท่วงท่านี้
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ผู้ชายใช้มือข้างหนึ่งจับมือทั้งสองของผู้หญิงไว้ ให้ความรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการ ส่วนอีกมือของเขาก็ลูบไล้คลึงเคล้นก้นของผู้หญิง
แบบที่ 2: ผู้ชายใช้มือข้างหนึ่งยกเรียวขาของผู้หญิงขึ้น ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไล้คลึงเคล้นเต้านมหรือ "น้องหนู" ที่ไม่มีอะไรปิดบัง ซึ่งจะทำให้เขามีอารมณ์มากขึ้นขณะสอดใส่ ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีความสุขจากการถูกสัมผัสลูบไล้ด้วยมือของเขา
ไม่แนะนำ :ข้อเสียของท่านี้ก็คือ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ส่งสายตาและไม่มีการตอบโต้จากฝ่ายหญิง เนื่องจากฝ่ายชายสอดใส่จากด้านหลังจึงทำให้ "น้องหน" ของเธอได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทั่วไปท่านี้จะทำให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดยาก ถ้าหากคุณไม่ชอบให้ผู้ชายกำหนดและมองว่าการใช้ท่วงท่าร่วมรักที่ไม่ได้หันหน้าเข้าหากันเป็นเรื่องหยามน้ำใจกัน ท่าโก้งโค้งนี้จะไม่เพียงทำให้คุณไปไม่ถึงจุดสุดยอดเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณอารมณ์เสียและโมโหได้อีกด้วย
6. ท่าตะแคง (The Sideways)
ทั้งสองนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน ผู้ชายยกเรียวขาผู้หญิงขึ้นแล้วสอดใส่เข้าออก ร่างกายส่วนบนของทั้งคู่จึงเป็นอิสระ ดังนั้นจะจูบกันหรือสัมผัสลูบไล้คลึงเคล้นอีกฝ่ายก็ได้ตามชอบใจ
คำแนะนำ :ใครที่ชอบท่ายากๆ หรือว่าฝ่ายชายมี "เจ้าหนูยาว" น่าจะลองใช้ท่านี้ดู เพราะหาก "เจ้าหนูสั้น" จะไม่สามารถสอดใส่ได้ลึกนักถ้าใช้ท่านี้ และยังยากที่จะกระแทกสอดใส่เข้าไปอย่างแรงๆได้ ท่านี้จึงเป็นท่า "ผ่อนหนักเป็นเบา" สำหรับผู้หญิงที่ไม่อาจทนรับการกระแทกกระทั้นแรงๆได้
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
ถ้าคุณติว่าท่านี้ใข้ไม่ได้ผล ก็อาจจะลองเปลี่ยนจากท่านี้ไปเป็นให้ชายอยู่บนหรือหญิงอยู่บนก็ได้ จงจำวไว่หลายๆท่วงท่านั้นทั้งชายหญิงต้องมีใจที่อยากจะลองทำกันดูเพื่อให้ได้อารมณ์ แต่ที่สำคัญก็คือ อย่าฝืน
คำแนะนำ: ถ้าคุณรู้สึกหงุดหงิดเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน หรือฝ่ายชายมี "เจ้าหนูสั้น" ก็อย่าได้เลือกใช้ท่านี้เลย
7. ท่าสองเต้นหนีบ "เจ้าหนู" (The Breast Pusher)
ผู้ชายนั่งทับบนเรือนร่างที่นอนเหยียดยาวของผู้หญิงตรงบริเวณราวสะดือ ใช้หน้าอกของผู้หญิงหนีบ "เจ้าหนู" ของเขาไว้ และลูบไล้คลึงเคล้นเต้านมผู้หญิงเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า "เจ้าหนู" ได้ถูกถูรูดไปมา
คำแนะนำ : เป็นท่วงท่าที่พบกันบ่อยมากจนนักแสดงหนังโป๊ผู้ชายมักจะชื่นชอบท่วงท่านี้กันมาก เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ชอบความตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นการแข็งตัวหดตัวของ "เจ้าหนู" ของผู้ชาย หากคุณคิดว่าตัวเองมีหน้าอกใหญ่ และชอบบทบาทนักแสดงในฝัน ทั้งยังรู้สึกดีที่ถูกกระตุ้นจากการลูบไล้คลึงเคล้นเต้านมแล้วล่ะก็น่าจะลองใช้ท่านี้ดู
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ถ้าฝ่ายชายมีน้ำหนักตัวมากเกินไปก็น่าจะลองเปลี่ยนท่าดู หรือจะให้เขานั่งตรงขอบเตียงหรือโซฟา แล้วค่อยจัดท่วงท่าให้เหมาะสมก็ได้
แบบที่ 2: ถ้าหากคุณเป็นคนนำในการร่วมรักแล้ว ก็น่าจะลองใช้ปลายลิ้นหรือปลายนิ้วเข้าช่วยในการกระตุ้นเร้าอารมณ์ "เจ้าหนู" ไปด้วย
ไม่แนะนำ : ท่าสองเต้าหนีบ "เจ้าหนู" เป็นท่าที่ออกจะล้ำเส้นหน่อย ถ้าหากคุณไม่ชอบท่านี้เพียงเพราะว่าคุณรู้สึกเหมือนว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า หรือหากคุณไม่มีความสุขก็น่าจะบอกเขาตรงๆว่า "อย่าทำให้ฉันต้องลำบากใจเลย"
8. ท่าหันหน้าเข้าหากัน (The Opposite)
ท่วงท่านี้เป็นการพลิกแพลงจากท่ามิชชันนารีและท่าผู้หญิงอยู่บน ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน สองแขนโอบกอดกันไว้ สองขาไขว้เกี่ยวรัดกันไว้ด้วย ซึ่งโดยปกติผู้ชายจะนั่งเป็นฐาน (ให้ผู้หญิงนั่งทับ ซึ่งทำให้ผู้หญิงสามารถเป็นคนควบคุมจังหวะเข้าออกได้)
คำแนะนำ :คนชอบกอดกันมักชอบท่าหันหน้าเข้าหากันที่โรแมนติกนี้ เพราะเรือนร่างทั้งสองคนจะได้สัมผัสกันได้มากขึ้น และยังแนบหน้ากันได้ด้วย สำหรับอีกฝ่ายที่มีหน้าตาหล่อเหลาหรือสะสวย และชอบร่วมรักกันไปจูบกันไปด้วย ท่านั่งนี้จะให้ความรู้สึกโรแมนติกที่สุดในการร่วมรัก
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: ถ้ายังไม่เคยชินกับการเห็นอวัยวะเพศที่หันเข้าหากันอย่างโจ่งแจ้ง จะใช้ผ้าปูที่นอนห่มปิดช่วงล่างของร่างกายไว้ แล้วประสานสองมือวางบนหน้าอกให้อยู่ในท่านั่งที่เห็น "จุ๊กกรูกับจุ๋มจิ๋ม" แบบพอวับๆแวมๆ จะให้ความรู้สึกปลุกเร้าอารมณ์เพศได้ดีกว่าท่วงท่าอื่นๆ
แบบที่ 2: เมื่อเริ่มใช้ท่านี้ให้ลองใช้นิ้วมือเขี่ยวาดเบาๆวนไปมาบนใบหน้าของเขา แล้วเลื่อนนิ้วมือลงไปข้างล่าง ถ้าเขารู้ใจคุณเขาก็จะทำตามบ้าง จากนั้นคุณจึงพา "เจ้าหนู" ของเขาไปอยู่ในช่องทางที่ถูกต้อง แล้วค่อยปล่อยให้เขาแสดงบทบาทต่อเอง
ไม่แนะนำ :สำหรับผู้หญิงที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ อาจติว่าท่านั่งนี้ให้จังหวะช้าจนเกินไป ท่วงท่านี้จึงควรเป็นท่วงท่าที่ใช้ชั่วคราวเท่านั้น
9. ท่าชูแขนยกขา (The V-formation)
ผู้หญิงนอนหงายในขณะที่ผู้ชายใช้มือทั้งสองจับข้อเท้าผู้หญิงแล้วยกเรียวขาทั้งสองของเธอขึ้นสูง พร้อมถ่างขาผู้หญิงออกให้เป็นรูปตัว V ถ้าเหนื่อยหรือเมื่อย สามารถพักขาเธอไว้บนไหล่ของผู้ชายแล้วร่วมรักกันต่อไปได้
คำแนะนำ : ผู้หญิงที่ชอบท่ามิชชันนารีมักชอบท่าชูแขนยกขานี้ เพราะสามารถผ่อนคลายเรียวขาทั้งสองได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าเขาจะเป็นตะคริวเพราะถูกกดไว้นานหรือบ่อยเกินไป และเมื่อเรียวขาทั้งสองถ่างออกอ้าซ่าเช่นนั้น แม้เขาจะเป็นพวกที่มี "เจ้าหนูสั้น" ก็จะไม่ทำให้เกิดอาการ "เกาไม่ถูกที่คัน" และเยี่ยมที่สุดก็คือ คุณจะได้เห็นท่าทางเซ็กซี่ของเขาในขณะที่เขาจูบขาอ่อนของคุณ แต่นี่สำหรับหนุ่มรูปหล่อเท่านั้นล่ะ
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: หาหมอนนุ่มๆ สักใบหนุนตรงช่วงเอวไว้ให้ช่วงล่างของเรือนกายได้สัมผัสแนบเนื้อเข้าถึงกันมากขึ้น
แบบที่ 2: เมื่อเรียวขาทั้งสองของคุณวางอยู่บนหัวไหล่ของเขา ก็น่าจะลองสอนให้เขาใช้มือที่ยังว่างอยู่ทำ "อะไรๆ ก็ได้ตามใจชอบ"
ไม่แนะนำ :สำหรับผู้หญิงที่ชอบเป็นฝ่ายรุกบนเตียงก็อย่ามามัวเสียเวลากับท่านี้ ยิ่งถ้าคุณไม่มั่นใจในน่องตัวเองด้วยแล้ว ท่านี้ก็อาจทำให้คุณรู้สึกกระอักกระอ่วนใจได้
10. ท่าคาวบอยสาวนั่งหันหลัง (The Reverse Cowgirl)
ผู้ชายนอนหงาย ผู้หญิงหันหลังแล้วนั่งครอมลงไปบน "เจ้าหนู" ให้สอดใส่เข้าไปลึกแค่ไหนก็ได้ด้วย ท่านี้พลิกแพลงจากท่าผู้หญิงอยู่บนนั่นเอง
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1: คุณอาจจะบอกให้เขาช่วยดึงมือทั้งสองของคุณจากด้านหลัง เพื่อเพิ่มแรงลากให้ตัวคุณ หาจุดที่กระตุ้นเร้า "น้องหนู" ได้ดีที่สุด
แบบที่ 2: ถ้าเขาเป็นพวกที่มี "เจ้าหนูยาว" คุณน่าจะลองนอนหงายลงไปบนตัวเขา เขาจะใช้สองมือมาคลึงเคล้นลูบไล้เต้านมของคุณเองโดยธรรมชาติ แน่นอนว่าต้องระวังว่าเขาจะรับน้ำหนักตัวคุณได้ด้วยหรือไม่
ไม่แนะนำ : ถ้าคุณไม่มีอารมณ์กับท่าผู้หญิงอยู่บน ไม่ว่าคุณจะนั่งหันหน้าหรือนั่งหันหลังก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน
11. ท่าผู้หญิงอยู่บน (The Woman On Top)
ผู้ชายนอนหงาย ผู้หญิงหันหน้าเข้าหาผู้ชาย นั่งคร่อมลงบน "เจ้าหนู" ที่กำลังตื่นตัว และเป็นฝ่ายคุมจังหวะเข้าออก นอกจากนี้ยังควบคุม "เจ้าหนู" ให้สอดใส่เข้าไปลึกได้ตามที่ต้องการด้วย
คำแนะนำ :ท่านี้เหมาะสำหรับร่วมรักในช่วงตั้งครรภ์ และผู้ชายลงพุงก็ใช้ท่านี้ได้เช่นกัน แต่มีข้อพึงระวังคือ เมื่อฝ่ายหญิงกำลังโยกตัวขึ้นลงอย่างรุนแรง ขณะร่วมรักอยู่นั้น "เจ้าหนู" มีโอกาสหลุดออกจากช่องคลอดได้
++เพิ่มดีกรีความเร่าร้อน
แบบที่ 1 : ถ้าคุณนั่งคู้เข่าแล้วเหนื่อย ก็ลองนอนเหยียดขาทั้งสองออกไปตรงๆ
แบบที่ 2 : ลองปรับเปลี่ยนท่านั่งดูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ท่าที่กระตุ้นเร้า "น้องหนู"ของคุณจนรู้สึกดีที่สุด
ไม่แนะนำ : ถ้าฝ่ายชายมี "เจ้าหนูยาว" แล้ว "น้องหนู" ของคุณจะรองรับไหวหรือไม่ และหากว่าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนที่ทำอะไรไม่มีจังหวะจะโคนแล้วล่ะก็ ขออย่าได้ลองท่านี้จะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของคุณนอนของคุณเอง
ที่มา http://blog.hunsa.com/ragtipkawee/blog/9518
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
เลือกดอกไม้ให้เหมาะใน Valentine
มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลาย รูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย
กุหลาบแดง (red rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ" การให้ดอกกุหลาบแดงกับคนที่รัก หมายถึงความรักอันลึกซึ้ง จริงจัง กุหลาบแดงจึงมักจะเป็นดอกไม้ ที่ชายหนุ่มให้หญิงสาวที่ตนเองตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน
กุหลาบขาว (white rose) : สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธ์ กุหลาบขาวจึงแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์ใจไม่ต้องการ สิ่งตอบแทน ดังนั้นมันจึงสามารถใช้แทนความรักของคนต่างวัย ความรักต่อพ่อแม่ เพื่อน หรือคนที่เรารู้สึกดีด้วยอย่างบริสุทธิ์ใจได้
กุหลาบชมพู (pink rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน การให้ดอกกุหลาบสีชมพูสามารถแสดงถึงความรัก ที่กำลังเริ่มงอกงามในใจ และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นความรักที่ลึกซึ้งได้
กุหลาบเหลือง (yellow rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส กุหลาบสีเหลืองถูกใช้สำหรับแทนความรักแบบเพื่อน และความ สนุกสนานรื่นเริงจึงมักจะนำมันมาประดับตะกร้าสำหรับเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อทำให้คนป่วยรู้สึกสดชื่นรื่นเริงขึ้นนั่นเอง
สำหรับดอกไม้อื่น ๆ ที่ถูกมาใช้แทนความหมายแห่งความรักก็มี
ดอกทิวลิบสีแดง (red tulib) : ชาวตะวันตกใช้มันแทนการประกาศความรัก อย่างเปิดเผย คล้าย ๆ กับดอกกุหลาบแดง
ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู (pink carnation) : ใช้สื่อความหมายว่า "ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณ" หรือ "คุณยังอยู่ในหัวใจฉันเสมอ"
ดอกลิลลี่สีขาว (white lilly) : แสดงความรักแบบบริสุทธ์ เช่นเดียวกันกับดอกกุหลาบขาว นอกจากนั้นลิลลี่สีขาวยังแสดงถึงความรักแบบอ่อนหวานจริงใจ และเทอดทูน และมักถูกใช้แทนประโยคที่ว่า "ฉันรู้สึกดี ๆ ที่ได้ได้รู้จัก และอยู่ใกล้คุณ"
สำหรับดอก forget-me-not : มีความหมายตรงตัวคือได้โปรดอย่าลืมฉัน และอย่าลืมความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กัน
มาถึงดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปในบ้านเราบ้างดอกทานตะวัน (sunflower) มีความหมายถึงความรักแบบคลั่งไคล้ ความรักแบบบูชา แต่สำหรับชาวตะวันตก ดอกทานตะวันจะหมายถึงความเข้มแข็งอดทน จึงสามารถใช้แทนความรักที่ต้องฝ่าฟันกว่าจะได้ความรักมา
จะเห็นได้ว่าดอกไม้เป็นประดิษฐกรรมทางธรรมชาติที่มนุษย์เรานำมาใช้เป็นสื่อ แทนความหมาย แห่งความรักได้หลายรูปแบบ การมอบดอกไม้ให้กับคนที่เรามีความรู้สึกพิเศษจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ... Valentine นี้คุณมีดอกไม้ในใจที่จะให้คนที่คุณรักแล้วหรือยัง
วันอาทิตย์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
วันนี้คุณดูแลคนที่คุณรักดีแล้วหรือยัง
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงทิ้งพ่อกับแม่ได้ลง บางคนพอพ่อแม่แก่เฒ่า ก็ไม่คิดจะเลี้ยงดู บางคนเหี้ย(ขออภัย)กว่านั้น เอาพ่อเอาแม่ขับรถพาไปทิ้ง!!!! เพียงเพราะเมียไม่ถูกกับแม่ตัวเอง แต่มันเลือกพาแม่ไปทิ้ง คนหรือสัตว์วะเนี่ย.....มันไม่น่าจะมีชีวิตเป็นคนได้เลยนะใอ้คนแบบเนี้ยะ
ลองหันมาดูอายุอานามของพวกเรา ก็ลองคิดได้เลยว่าพ่อแม่ของเรานั้นคงอยุ่ในวัยที่แก่แล้ว เราก็สมควรที่จะดูแลท่านได้แล้ว อย่าปล่อยให้สายเกินไปเพียงแค่เคาะโลง เพื่อให้เค้ามากินข้าว!!! เพื่ออะไรครับ ที่ตอนเค้าอยู่ไม่ดูแล ทีงี้จะมาให้กินข้าว มันกินเข้าไปได้มั้ย???
อย่ามาอ้างเลยครับว่ามีภาระ มีงานมีการทำ ลองนึกย้อนไปในสมัยก่อน คุณอาจจะจำไม่ได้หรอกครับเพราะยังจำความไม่ได้ ตอนที่พ่อกับแม่เลี้ยงคุณมา ท่านทั้งสองทำงานหรือเปล่า แน่นอนครับ ว่าต้องทำงานแน่ และต้องทำงานอย่างหนักเพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงดูคุณด้วยซ้ำ
แต่เวลาคุณเลี้ยงแฟนคุณ กินข้าวดีๆ กินอาหารดี ไปดูหนังด้วยกัน กลับมีเวลาให้เค้า เห้อ.....
แม่ผมสอนเสมอครับ "เมียก็คือเมีย เลิกกันมันก็เป็นคนอื่น พ่อแม่กับลูก มันไม่มีวันเลิกกันได้เลย"
ที่บ่นๆมาเนี่ยก็ไม่ใช่อะไรครับ อยากให้ทุกคนดูแลพ่อกับแม่บ้างครับ ให้เวลากับท่านบ้าง
พ่อแม่ เลี้ยงลูกได้นับสิบคน แต่ลูกสิบคนกลับเลี้ยงพ่อแม่สองคนไม่ได้!!!!
อย่าให้เหมือนตัวอย่างนี้เลยครับ
Subject: FW: แสงไฟใน เศษฟื น..
หรือเราจะรอให้วันนั้นเกิดขึ้นกับชีวิตเราหรือกับคนที่เรารักก่อน
แล้วเราค่อยมานั่งนึกถึงมัน
ทั้งที่วันนี้เรายังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนอนาคตของเราได้
คำสอนของยายทอง ขอปล้องกลาง
ชีวิตหญิงชราวัย 81 ปี ที่ต่อสู้ชีวิต ด้วยการ
"ขายเศษฟืน"
ยายทอง คือยายที่เราเคยไปถ่ายทำสารคดีเรื่อง แสงไฟในเศษฟืน
แล้วได้รับรู้ว่าชิวิตของยายนั้นต้องอยู่อย่างลำบากในเพิ่งสังกะสีเก่าๆ
ไม่ต่างจากกองขยะ ที่ทั้งอุดอู้ สกปรก
และไม่สามารถกันแดดฝนอะไรได้เลย
ยายต้องเดินเท้าหลายกิโลพร้อมกับกระสอบฟืน ขวดน้ำเก่าๆ
และร่มคันหนึ่ง
ใช้พยุงตัวเองมาเรื่อยๆให้ถึงหน้าโรงเรียนบุญวัฒนา
เพื่อขอขึ้นรถโดยสาร
(ที่บางคันจอดรับ และบางคันก็ไม่ให้ยายขึ้น)
ไปยังหน้าร้านทอง
สามแยกตลาดแม่กิมเฮง
"1 บาท เศษไม้ขอแลกเศษเงิน ขอบคุณลูกหลาน..ที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาย"
ประโยคหนึ่งในเศษกระดาษเก่ายับที่วางอยู่หน้ากองฟืน
ได้คนขับสามล้อแถวนั้นเขียนทิ้งไว้ให้
เผื่อว่าคนที่ผ่านไปมาจะได้เห็นว่า
ที่มุมเสาไฟฟ้านั้นมีอีกชีวิตที่รอคนเมตตา
ซึ่งความจริงนั้นบางวันยาย...
อาจได้แค่คนที่หยุดมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเศษไม้ไร้ค่านั้นเลย
สั ก ค น เ ดี ย ว
เราส่งเมลล์นี้มา ด้วยความที่อยากช่วยเหลือยาย
แต่ไม่รู้จะช่วยด้วยวิธีไหน
อยากให้เพื่อนๆช่วย Forward mail นี้ต่อกันไปเรื่อยๆ
เผื่อว่าคนที่อยู่โคราช และมีโอกาสผ่านไป
ถนนเส้นย่าโม สามแยกทางเข้าตลาดแม่กิมเฮง ตรงเสาไฟฟ้า หน้าร้านทอง
เพื่อนๆจะเห็นคนแก่คนหนึ่ง ที่ไม่มีอะไรเลย
นั่งอาศัยเงาจากเสาไฟฟ้า
เพื่อขายของบางอย่าง
ที่คนสมัยนี้เค้าไม่ได้ต้องการแล้ว
แต่ "ฟืน" มันก็เป็นเหมือนความหวังเดียวที่ยายมี
ทางออกเดียวที่ยายเห็น
จากดวงตาที่พร่ามัวเกือบบอดด้วยโรคชรา
และหูที่ตึงจนเกือบไม่ได้ยินแล้ว
ถ้าเพื่อนไม่ได้ผ่านไปก็ช่วย Forward mail นี้ต่อๆกันไปที
ถือว่าเป็นการทำบุญเท่าที่เราทำได้ เผื่อว่าวันหนึ่ง
จะมีใครสักคนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ
ยายทอง ให้เป็นอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้....



