วันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

Simple Guide to Wine (1)

ใกล้จะปีใหม่แล้ว นี่เป็นฤดูของการเมาชัดๆ (แต่จะว่าไปคนไทยมันก็เมากันทั้งปีนี่หว่า) พอดีเห็นว่าบีมตอนนี้กำลังเห่อไวน์ ซื้อไวน์แจก และหัดดื่มไวน์ จิ๊บก็เลยจะเขียน guide เกี่ยวกับเรื่องไวน์ซะหน่อย เพราะเป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับหลายๆคน แต่มันเป็นเรื่องที่ถ้ารู้ก็เท่นะ (ลองนึกภาพ พาสาวไปร้านอาหารหรูๆ แล้วสั่งไวน์เป็นดิ เท่ป่ะล่ะ) guide นี้จะเป็นแค่ simple guide รับรองไม่ยากอย่างที่คิด

วันนี้จะเป็นแค่ introduction ก่อน ว่าไวน์แต่ละแบบนั้นเปนอย่างไร และควรดื่มคู่กับอาหารอะไร


ไวน์คืออะไร?
ก็เหล้าชนิดนึงหมักจากองุ่น (as simple as that!)

ไวน์มีกี่ชนิด? อะไรบ้าง?
1. red wine - ไวน์แดง
2. white wine - ไวน์ขาว
3. rose wine - ไวน์โรเซ่ (สีชมพู)
4. sparkling wine - ไวน์ที่ซ่าๆ หรือที่คนเรียกติดปากกันว่า champagne
5. port - ไวน์ที่หมักผสมกับบรั่นดี
6. dessert wine - ไวน์หวาน (อันนี้บีมน่าจะชอบ)



แล้วมันต่างกันยังงัย? กลิ่นที่ควรจะเป็นเป็นอย่างไร? แล้วอะไรเหมาะกับอาหารอะไร?

1. red wine - ไวน์แดง
ไวน์แดงโดยมากมักจะมีรสชาติฝาดนำซะส่วนใหญ่ ไวน์แดงนั้นทำมาจากองุ่นสีดำหลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็จะมีรสชาติต่างกันไป (อธิบายยาก อยากรู้ข้อแตกต่างต้องไปซื้อมาชิมกันเอง) ไวน์แดงทำจากองุ่นหลายพันธุ์ มีหลายสิบสายพันธุ์มาก (พันธุ์ขององุ่นจะมีเขียนไว้ที่ฉลากของขวดไวน์ ถ้าไม่มี แสดงว่ามันใช้องุ่นมั่วๆไม่ค่อยดีมาผสมกัน ราคาจะถูกๆ) แต่ที่หลักๆก็จะมี

Cabernet Sauvignon [คา-แบ-เน่-ซอ-วิ-ยอง]
เค้าว่ากันว่าเป็นองุ่นไวน์แดงที่ดีที่สุดในโลก รสชาติจะออกฝาด ข้น และด้านมากๆ เป็นไวน์พันธุ์ยอดนิยมของคนไทย เหมาะสำหรับซื้อเป็นของขวัญมากที่สุด เพราะว่าเป็นรสที่คนไม่มีความรู้เรื่องไวน์มากนัก มักจะตั้งความหวังว่าไวน์รสชาติต้องเป็นเหมือนองุ่นพันธุ์นี้
กลิ่น: blueberries, blackcurrent, raspberries, oak
food pairing: เนื้อวัว, ของปิ้งย่าง รมควัน, อาหารมันๆโคดๆจำพวกอาหารจีน

Merlot [แม-โล่]
รสชาติคล้ายเคียงกับ cabernet sauvignon ต่างกันตรงที่ไม่เข้มข้นเท่า สีจะไม่ดำเท่า และจะไม่ฝาดเท่า เหมาะสำหรับมื้อใหม่ที่ไม่ค่อยคุ้นกับรสชาติไวน์เท่าไหร่นัก (มาถึงดื่ม cabernet sauvignon เลย อาจจะตกใจในรสชาติได้ ... นึกถึงคนไม่เคยดื่มเหล้า มาถึงสั่ง on the rock อะไรแบบนั้น จะตกใจเกินไป)
กลิ่น: blackberries, plum, blackcurrent, chocolate, vanilla (ดมดีๆ จะได้กลิ่นไอ่สองอย่างหลังนี้จริงๆ)
food pairing: พาสต้า, เนื้อ, หมู, เป็ด, ของรมควัน

Shiraz [ชี-ราส]
เป็นไวน์รสเผ็ด ไม่ได้เผ็ดแบบพริกขี้หนูนะ แต่ออกลักษณะเผ็ดเครื่องเทศ เป็นไวน์ที่นิยมมากในหมู่นักดื่มรุ่นใหม่ เพราะรสชาติแปลก ปลูกมากในพื้นที่โลกใหม่ (usa, australia, chile, และที่อื่นๆที่ไม่ใช่ยุโรปตะวันตก) เพราะเป็นไวน์โลกใหม่ซะส่วนมาก ราคาจึงไม่สูงเท่าพวกที่นิยมปลูกในโลกเก่า อย่าง carbernet sauvignon
กลิ่น: blackberries, เครื่องเทศ, cinnamon (หรือที่คนไทยเรียกว่าอบเชย ที่เอาไว้ต้มน้ำพะโล้อ่ะ)
food pairing: เนื้อ, หมู, พิซซ่าที่รสออกเผ็ดๆ, อาหารที่หนักกลิ่นสมุนไพร, นกตัวใหญ่จำพวกไก่งวงหรือนกกระจอกเทศ

Pinot Noir [พี-โน-นัว]
เป็นองุ่นพันธุ์เก่าแก่ เริ่มปลูกครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 1 pinot noir เป็นไวน์แดงสีอ่อน ค่อนข้างใส รสชาติไม่ฝาดเท่าไวน์แดงอื่นๆ ดื่มง่าย เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยดื่ม alcohol เพราะมันไม่เปรี้ยวหรือฝาดมากเกินไป (ส่วนตัว: ในหมวดไวน์แดงนั้น จิ๊บชอบรสชาติของ pinot noir มากกว่าอย่างอื่น)
กลิ่น: strawberries, cherries
food pairing: เป็ด (pinot noir เป็นไวน์เป็ดเลยก็ว่าได้ เข้ากับเป็ดเป็นอย่างมาก), ไก่, ปลารสจัด เช่น ปลาแซลมอน



2. white wine - ไวน์ขาว
ไวน์ขาวนั้นจะทำจากการหมักองุ่นสีเขียว รสชาติจะออกเปรี้ยวและหวาน ไม่ฝาดเท่าไวน์แดง (สังเกดได้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่ชอบดื่มไวน์แดง และผู้หญิงชอบดื่มไวน์ขาว คงเป็นเพราะผู้ชายชอบรสฝาดมากกว่ารสเปรี้ยว ส่วนผู้หญิงจะชอบรสเปรี้ยวมากกว่ารสฝาด) ไวน์ขาวก็มีหลายพันธุ์เหมือนอย่างไวน์แดง แต่หลักๆก็มีดังนี้

Chardonnay [ชา-ดน-เน]
เป็นไวน์ที่ฮิตที่สุดในหมู่ไวน์ขาว (เค้าว่ากันว่า carbernet sauvignon เป็นราชาองุ่นไวน์ ส่วน chardonnay เป็นราชินีองุ่นไวน์) ถ้าคุณไปที่ร้านอาหาร โดยไม่รู้จักไวน์ และพูดว่า "ขอไวน์ขาวหนึ่งแก้ว" เกือบจะร้อยทั้งร้อย ร้านอาหารจะเสริฟ chardonnay ให้คุณแน่นอน นอกจากนี้แล้ว chardonnay ก็เป็นไวน์ที่รสเข้มข้นที่สุดในหมู่ไวน์ขาวอีกด้วย
กลิ่น: pear, apple, oak, butter, cream
food pairing: ไก่, ปลาแซลมอน, กุ้ง, ปู, หอย, และอาหารที่มีครีมซอสเป็นส่วนประกอบ

Riesling [รีส-ลิ่ง]
เป็นไวน์ที่จัดว่าใสมาก สีเหลืองอ่อนใส รสออกเปรี้ยวอมหวาน ดื่มง่าย reisling เป็นไวน์ที่คนไทยไม่ค่อยจะคุ้นเคยมากนัก อาจจะเป็นเพราะคนไทยนิยมไวน์แดงเลยไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับไวน์ขาวเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม wine expert ทั่วโลกลงความเห็นว่า Riesling เป็นไวน์ที่เหมาะกับอาหารไทยมากที่สุด (ส่วนตัว: และเป็นไวน์ที่จิ๊บชอบที่สุดด้วย)
กลิ่น: apple, lemon, floral, apricot
food pairing: อาหารไทย, อาหารจีน, ปลาเนื้อขาว และอาหารที่รสออกเค็มจัด

Sauvignon Blanc [ซอ-วิ-ยอง-บล้อง]
เป็นไวน์ที่รสอ่อนเช่นเดียวกับ riesling แต่ไม่อ่อนเท่า ส่วนกลิ่นนั้นจะออกหอมอ่อนๆมากกว่า riesling รสชาติก็ไม่เปรี้ยวเท่าไหร่นัก ดื่มง่ายเช่นกัน sauvignon blanc นั้นเป็นไวน์ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อของโลกเก่า (ฝรั่งเศส อิตาลี่) เพราะว่าเปลืองโดยใช่เหต เพราะตอนนี้ new zealand สามารถผลิตไวน์ sauvignon blanc ได้รสชาติดีไม่แพ้โลกเก่าเลยทีเดียว
กลิ่น: ดอกไม้, หญ้า, ฟาง, มะนาว, ส้ม, องุ่น (โอ้ว ไวน์นี้มีกลิ่นองุ่นด้วย เหมือนที่ไวน์ควรจะเป็นเนอะ)
food pairing: ปลาเนื้อขาว, พิซซ่าที่รสไม่จัดมากนัก, ชีสที่รสและกลิ่นไม่แรงมากนัก, ผลไม้

Gewurztraminer [เกอ-เวิซ-เทร-มิ-เน่อร์]
เป็นไวน์ที่เรียกยากที่สุด ไม่แน่ใจว่าอ่านออก อย่าได้ทะลึ่งสั่ง เพราะอาจอายสาวที่ควงมาได้ gewurztraminer เป็นไวน์ขาวที่สีค่อนข้างเข้มเหมือนเก๊กฮวย รสชาติจัด (แต่ก็ไม่จัดเท่า chardonnay อยู่ดี) เป็นไวน์ที่คนชอบกลิ่นดอกไม้จำพวกกุหลาบจะชอบมากเป็นพิเศษ เพราะกลิ่นกุหลาบแรงมาก
กลิ่น: ลิ้นจี่, ถั่ว, เครื่องเทศ, กุหลาบ
food pairing: อาหารญี่ปุ่น, ชีส, ปลารสจัดเช่นแซลม่อน ทูน่า



3. rose wine - ไวน์โรเซ่ (สีชมพู)
เป็นไวน์ที่คนไม่นิยมดื่มกันเท่าไหร่ มันจะขาวก็ไม่ขาว แดงก็ไม่แดง สีชมพูของ rose เกิดจากการนำองุ่นขาวและแดงมาผสมกัน ไม่ก็นำองุ่นแดงลอกเปลือกมาหมัก ทำให้สีไม่แดงเท่ากับไวน์แดง ไวน์โรเซ่ที่นิยมมีน้อยมาก ที่นิยมมากที่สุดมีอยู่อย่างเดียวคือ

White Zinfandel [ไวท์-ซิน-ฟาน-เดล]
ถึงเขียนว่า white แต่จริงๆมันสีชมพู รสชาติหอมหวาน เหมาะกับคนนิยมไวน์รสหวาน ว่ากันว่าเป็นไวน์สุดฮิต ร้านอาหารในอเมริกานั้น เฉลี่ยประมาณ 4 โต๊ะ จะต้องมีโต๊ะนึงสั่ง white zinfandel ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า white zinfandel เป็นไวน์ดื่มง่าย และมีปริมาณ alcohol ค่อนข้างต่ำ จึงเหมาะกับคนที่ดื่ม alcohol เป็นประจำ แต่สำหรับคนที่ดื่ม alcohol เป็นประจำแล้ว มักจะไม่ชอบไวน์นี้เท่าไหร่ เพราะหวานมากเกินไป
กลิ่น: วานิลา, สตอเบอรี่, ราสเบอรี่, ส้ม, เชอรี่
food pairing: หมู, ปลา, ปู, เบคอน, พาสต้า (ที่ราดครีมซอส), ของหวานที่รสชาติไม่หวานจัด



4. sparkling wine - ไวน์อัดแก๊ซ หรือที่คนส่วนมากติดปากเรียกกันว่า champagne
อ่าว และ sparkling wine ไม่ใช่ champagne หรอกหรอ? จะว่าใช่ก็ไม่เชิง จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ได้อีกนั่นแหละ คือ จริงๆแล้วเนี่ย sparkling wine ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น champange นั้น จะต้องผลิตจากองุ่นที่ปลูกในเขต champagne ของฝรั่งเศสเท่านั้น ถ้าเป็นองุ่นที่ปลูกที่อื่น จริงๆแล้วจะไม่เรียกว่า champagne

sparkling wine นั้น มักผลิตจากองุ่น chadonnay ที่ใช้ทำไวน์ขาว มีบ้างที่ผลิตจาก pinot noir ที่ใช้ทำไวน์แดง แต่ไม่เป็นที่นิยมนัก

sparkling wine แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆคือ extra dry, brut, blanc de blanc, และ blanc de noir
แต่ประเภทที่นิยมมากที่สุดคือ brut ซึ่งรสชาติจะแห้งฝาดมากกว่าประเภทอื่น แต่โดยรวมแล้ว ทุกประเภทเข้าได้กับอาหารทุกอย่างดังนี้: ชีส, ของทานเล่นที่รสไม่จัดมาก, ปู, ปลา, หอยนางรม, ไก่, ผลไม้ (โดยเฉพาะ strawberries), ของหวาน

ถ้าเงินถึง ขอแนะนำให้ลองดื่ม Dom Pérignon champagne (ราคาที่ไทยน่าจะตกอยู่ที่ราวๆ 1 หมื่นบาทขึ้นไป นี่คือปีใหม่ๆนะ พวกปีเก่าๆจะแพงกว่านี้มาก บางทีอาจถึงหลักแสน) เป็นเครื่องดื่มที่ บาทหลวง Dom Pérignon ดื่มแล้วพูดว่า "Come quickly - I'm drinking the stars." หลังจากนั้น champagne รุ่นนี้จึงนำชื่อหลวงพ่อคนนี้มาตั้งเป็นชื่อของ champagne ซะเลย
Dom Pérignon เป็น champagne ที่รสชาติบอกไม่ถูกจริงๆ รู้แต่อร่อยมากๆ ต้องลองชิมเอง ส่วนตัวเคยซื้อมาลอง งก ดื่มคนเดียวหมดขวด เมาเละไม่รู้เรื่องสลบไปเลย (แต่ไม่อ้วก และไม่แฮ้งในวันรุ่งขึ้น)

แก้วที่ใส่ sparkling wine/champagne นั้นจะเป็นแก้วทรงยาวที่เรียกว่า champagne flute ที่ต้องใช้แก้วทรงนี้ใส่แทนแก้วกลมๆของไวน์แดงและแก้วกลมออกรีของไวน์ขาวเพราะว่า แก้วทรงยาวนั้น ทำให้ sparkling wine คงความซ่าไว้ได้นานขึ้น

เทคนิกการเคลมสาวของคนรวย:
champagne + หอยนางรม + strawberries + chocolates (รับรองเมาเละแบบไม่อ้วก ... และไม่รู้ตัว ... และเป็นการปลุกอารมณ์อย่างว่าได้อย่างรุนแรง)



5. port - ไวน์ที่หมักผสมกับบรั่นดี
port นั้น ได้ชื่อมาจากการที่เป็นการหมักไวน์ของคนโปรตุเกส (portuguese) port เป็นไวน์ที่ใส่บรั่นดีลงไปผสม เพื่อยับยั้ง yeast ไม่ให้กินน้ำตาลในองุ่นจนหมด รสชาติของ port จึงหวาน และมี alcohol สูงมาก

port นั้นไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนอายุน้อยเท่าไหร่ เป็นไวน์ที่เหมาะกับคนแก่มากกว่า รสชาติมันโบราณๆบอกไม่ถูก

port ไม่นิยมดื่มพร้อมอาหารเท่าไหร่นัก มักจะดื่มเพื่อสังสรรค์กันเล่นๆมากกว่า แต่ถ้าจะมีอาหารที่เข้ากับ port จริงๆ ก็คงมีเพียงอย่างเดียวคือ chocolate



6. dessert wine - ไวน์หวาน
เป็นไวน์ที่ราคาแพงมาก ขวดเล็กนิดเดียว แต่ราคาแพงกว่าไวน์แดงไวน์ขาวเป็นเท่าตัว ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นของหวาน คนมักดื่มแทนของหวานไปเลย ไม่ก็ดื่มพร้อมกับการทานของหวานหรือผลไม้

tip ง่ายๆในการดื่ม dessert ไวน์ มีอย่างเดียวคือ อย่าทานขนมที่หวานกว่า dessert ไวน์ ควรทานของที่รสชาติขม จืด หรือเปรี้ยวกว่า ไม่เช่นนั้นแล้ว เวลาดื่ม dessert ไวน์เข้าไป จะทำให้รู้สึกขมเกินไป

dessert wine ที่รสชาติดีที่สุด และแพงทีสุด คือ canadian ice wine ซึ่งหมักจากองุ่นที่แข็งตัวเพราะอากาศที่เย็นจัด (อุณภูมิสูงสุดสำหรับการหมัก ice wine คือ -7 องศา) ice wine มักหมักมาจากองุ่น riesling กับ vidal
ice wine มักจะขายในขวดเล็กๆ ประมาน 375ml แต่ราคานั้นไม่เล็กตามเลย ถ้าเป็นรุ่นที่ดีๆ ราคาตกประมาน 15000 บาทไทยได้เลย (นี่ราคาซื้อที่แคนาดานะ ถ้าเอาเข้าไทย บวกภาษีเข้าไป แพงกว่านั้นแหงๆ)



แต่โดยส่วนตัวแล้วนะ เรื่องดื่มไวน์อะไรกับอาหารอะไรอ่ะ อย่าคิดมากเลย มันไม่มีถูกไม่มีผิดหรอก ลองๆดื่มดูแล้วเลือกเอาตามที่ชอบดีกว่า อันนี้มันเป็นแค่ guide คร่าวๆแค่นั้นแหละ อย่าไปคิดมาก ดื่มแล้วเครียดจะดื่มทำไม ดื่มเอาสนุกๆดีกว่า



วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวคราวหน้าจะมาแนะนำวิธีการดื่มไวน์ (อย่างไม่ลาว) เสริฟไวน์และเก็บไวน์ที่ถูกต้อง เพราะไวน์นั้น ถือได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีชีวิต การดื่ม การเสริฟ และการเก็บรักษาแบบผิดวิธี ทำให้ไวน์เปลี่ยนรสชาติไปอย่างสิ้นเชิง บางทีไวน์แพงๆอาจจะกลายเปนไวน์รสแย่ได้ ถ้าเสริฟที่ผิดอุณหภูมิ หรือแค่ใส่แก้วผิดรุ่น

Cheers!

ไม่มีความคิดเห็น: